โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ www.thainhf.org
เมื่อ ถึงเวลาปิดภาคเรียนกลางหรือปิดภาคเรียนฤดูร้อน นักเรียนที่เป็นลูกชนชั้นกลางจะต้องไปเรียนพิเศษทุกคน ยกเว้นนักเรียนจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่ ไม่ต้องไปเรียน แต่นอกจากนี้แล้วล้วนต้องเรียนพิเศษทั้งสิ้น ว่ากันว่าคณาจารย์ของสองโรงเรียนที่เอ่ยชื่อข้างต้นสอนเก่ง และสอนรู้เรื่องเท่าๆ กับสถาบันกวดวิชา
สื่อมวลชนไม่ควรสนใจเด็ก เรียนเก่งมากจนเกินไป ควรช่วยกันหันมาให้ความสนใจเด็กอีกร้อยละเก้าสิบเก้า รวมทั้งพ่อแม่ที่กำลังเป็นทุกข์จากการศึกษาของแผ่นดินมากกว่า
เด็ก ต่างจังหวัดมักไปสุมหัวกันที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งของจังหวัดที่มีสถาบันกวด วิชาเคมี ฟิสิกส์ ชีวะ สังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษไปรวมตัวกัน ที่กรุงเทพมหานครจะไปรวมตัวกันที่อาคารวรรณสรณ์ สี่แยกศรีอยุธยา
นี่ กล่าวเฉพาะบ้านที่สู้ค่าใช้จ่ายไหวหรือสู้ไม่ไหวก็ต้องไหวเพราะเป็นหนทาง เดียวที่ลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ค่าเล่าเรียนประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อ 2-5 คอร์ส ค่าหอพักเดือนละ 10,000-40,000 บาทต่อ 2 เดือน ไม่รวมค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าสันทนาการของเด็กๆ หากเป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อยู่แล้ว เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ โคราช ขอนแก่น ก็สามารถเรียนเสาร์อาทิตย์หรือตอนเย็นได้ด้วย แต่ถ้าเป็นจังหวัดระดับรองก็จะไม่มีที่เรียนแม้อยากเรียนจนกว่าจะถึงเวลาปิด เทอม
อาคารวรรณสรณ์เป็นแหล่งรวมนักเรียนวัยรุ่นที่คึกคัก ความสูงกว่ายี่สิบชั้นมีบันไดเลื่อน ลิฟต์ และแอร์คอนดิชั่นทั้งหลัง มีร้านอาหาร ไอศครีม ร้านหนังสือ และธนาคารพร้อม ตรงข้ามอาคารคือโรงเรียนภาษาอังกฤษครูสมศรี หากเดินไปทางเซ็นจูรี่ปาร์คจะมีสถาบันดาวองซ์และอีกบางสถาบัน ที่สยามสแควร์ก็ยังมีบางสถาบันตั้งอยู่ นักเรียนชนชั้นกลางของประเทศไทยใช้ชีวิตบริเวณนี้ ทั้งเรียน กินข้าว เดินเที่ยว ช็อปปิ้ง ดูหนัง กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ใครๆ ก็อยากไปใช้ชีวิตเรียนพิเศษแถวนี้สักครั้ง
ทั้งนี้ ยังไม่นับว่าคุณครูแต่ละสถาบันได้รับคำชื่นชมจากนักเรียนว่ามีจิตวิญญาณความ เป็นครู ตั้งใจสอน ตั้งใจตอบคำถาม มีเมตตา และบางท่านมีปรัชญาส่วนตัวว่าจะไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง
ทั้งหมด นี้เป็นส่วนประกอบหลักของการศึกษาของชาติ ที่ชนชั้นกลางตกลงกติกากันได้และอยู่ร่วมกันได้ ภาพเด็กๆ แห่ลงจากรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีพญาไทหรือข้ามถนนครั้งละเป็นร้อยๆ ภาพเด็กๆ เข้าแถวรอขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดูน่าชื่นใจ แต่ถ้าสังเกตใบหน้าของแต่ละคนจะพบว่าไม่สดชื่นตามกิริยาที่แสดงออก ส่วนใหญ่กังวล เป็นทุกข์ ไม่รู้อนาคต หากไปยืนดูใบหน้าของผู้ปกครองที่ขับรถมารอรับตอนค่ำจะพบว่าหม่นหมองยิ่งกว่า สาเหตุเพราะทั้งหมดมาเพื่อเอาชนะกัน แย่งที่นั่งในมหาวิทยาลัยตามคณะที่ตนเองคิดว่า "สงสัยจะชอบ" ทุกคนรอบตัวที่แท้แล้วเป็นคู่แข่ง
อันที่จริงความรู้สึกว่าคนรอบข้าง เป็นคู่แข่งนั้นระบาดไปถึงคนเป็นพ่อแม่ด้วย พ่อแม่หลายคู่ไม่บอกพ่อแม่ของเพื่อนเวลาพบครูดีๆ หรือหลักสูตรดีๆ หรือทุนการศึกษาดีๆ การลงทะเบียนเรียนที่ธนาคารกรุงไทยมีบรรยากาศของการแย่งชิงในหมู่พ่อแม่
ทั้งหมดนี้ก็ด้วยความรักลูกของตัว
อะไร ที่เราเห็นตามแหล่งรวมสถาบันกวดวิชาคือการศึกษาของชาติ น่าเสียดายที่ขาดแรงจูงใจที่เหมาะสม เยาวชนมาเรียนเพียงเพราะจะหาที่นั่งหาอนาคตที่น่าจะสดใส แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่มีระบบที่ช่วยให้นักเรียนรู้ว่าตนเองชอบอะไรอย่างแท้ จริง การศึกษาจึงว่างเปล่าทั้งเนื้อหาทั้งใบหน้าและอนาคต
เรื่องใหญ่ที่สุดคือเป็นการศึกษาที่ไม่มีการเรียนรู้
คณะ แพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นคณะแพทย์แห่งแรกที่เปิดรับตรงโดยจัดสอบใน เดือนกันยายนก่อนการปิดภาคเรียนตุลาคม นักเรียนมัธยมปีที่หกที่ต้องการเข้าแข่งขันคณะแพทย์นี้ต้องเรียนทุกอย่างให้ จบตั้งแต่ก่อนเดือนกันยายน จึงมีแต่เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนกวดวิชาที่พอจะลง สนามสอบสู้ได้ อย่างไรก็ตาม เด็กเหล่านี้ถูกเคี่ยวเข็ญหรือเคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนักเพื่อเรียนทั้งหมด ให้จบในเวลากระชั้น ทำให้ได้การศึกษาที่ไม่มีความสุขและไม่ได้การเรียนรู้
การ สอบตรงของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ทยอยจัดสอบกันตั้งแต่กลางปีทำให้เด็กมากกว่าครึ่งของระบบหมดสิทธิไปโดย ปริยาย ทั้งไม่มีเงินกวดวิชาให้จบก่อน ทั้งไม่มีค่ารถค่าที่พักเดินทางไปสอบตามที่ต่างๆ คุณครูตามโรงเรียนก็ไม่อยู่ในฐานะจะเร่งสอนหรือช่วยเหลืออะไรได้
การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือแบ่งชนชั้นที่ร้ายแรง กลายเป็นทุกข์ของแผ่นดิน
การส อบ GATPAT ติดๆ กัน ทำให้ใจนักเรียนมุ่งมาที่การสอบ GATPAT เท่านั้น ไม่สนใจครูที่โรงเรียนอีก ไม่สนใจกระบวนการเรียนการสอน ไม่สนใจที่จะเรียนรู้ ไม่เคารพด้วย
ครูตามโรงเรียนก็ถอดใจ เมื่อสอบเสร็จแต่ละครั้งนักเรียนสามารถเลี้ยงฉลองคลายเครียดกันได้สักหนึ่ง -สองวัน จากนั้นก็เริ่มคร่ำเคร่งกับการกวดวิชาและฝึกทำข้อสอบปรนัย เพื่อรับมือการสอบครั้งต่อไป สมองของเด็กๆ ถูกทำลายทุกวันและทำให้คับแคบเป็นระยะๆ ด้วยการสอบ ศักยภาพที่จะเรียนรู้และใฝ่รู้ถูกตัดตอนให้พิกลพิการจนกระทั่งมหาวิทยาลัย เองก็ไม่อยากรับ จึงเริ่มมีปรากฏการณ์สอบตรงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือทำสัญญาทวิภาคีกับโรงเรียนบางแห่งเพื่อรับนักเรียนเข้าเรียนบางคณะเป็น การเฉพาะ
ตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาให้สาหัสมากขึ้นไปอีก
เรื่องกระบวน การเรียนรู้ของเยาวชนถูกทำลายเป็นเรื่องใหญ่และร้ายแรงที่สุดของประเทศ ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มีเงิน จะสอบได้หรือสอบไม่ได้ เราได้คนที่ไม่ใฝ่รู้และไม่รักการเรียนรู้จำนวนมากมาย (ขออภัยนักเรียนส่วนน้อยด้วยนะครับ) เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยด้วยใบหน้าและสมองที่ว่างเปล่า เมื่อจบมาก็กลายเป็นบัณฑิตสมองว่างเปล่า (ขออภัยบัณฑิตส่วนน้อยด้วยนะครับ) เมื่อเริ่มทำงานก็จะเห็นอาการชัดทุกสาขาวิชา นั่นคือทำงานได้เท่าที่สอบมาแต่ขาดศักยภาพที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ พัฒนาตนเอง และพัฒนาสังคม ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน
การศึกษาของ ชาติไม่เป็นเพียงทุกข์ของแผ่นดิน แต่สร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างรุนแรงรุ่นแล้วรุ่นเล่า และทำลายสมองของนักเรียนคนแล้วคนเล่าด้วย
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 7 - วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11555
วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553
ทุกข์จากการศึกษาเป็นทุกข์ของแผ่นดิน
โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.) www.thaissf.org
ใกล้เวลาปิดเทอมกลางแล้ว
ที่ เชียงใหม่ ศูนย์รวมสถาบันกวดวิชาอยู่รวมกันใกล้วัดพระสิงห์ เด็กนักเรียนมัธยมปลายทั่วภาคเหนือจะไปรวมตัวกันที่นั่น ถ้าเป็นเด็กเชียงใหม่ก็ไม่สู้จะเป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นเด็กจากเชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ หรือแม่ฮ่องสอน ที่ไม่มีปัญญาไปกรุงเทพฯ หรือไม่มีญาติอาศัยในเขตจังหวัดเชียงใหม่ พวกเขาต้องหาหอพักอยู่
ถ้า เป็นปิดเทอมตุลาคม พวกเขาต้องอยู่กันหนึ่งเดือนเพื่อเรียนกวดวิชาทุกวัน ไม่เว้นเสาร์อาทิตย์ ถ้าเป็นปิดเทอมฤดูร้อน พวกเขาต้องอยู่กันนานสองเดือน
ก่อน ถึงวันปิดเทอม พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ต้องไปธนาคารเพื่อชำระเงินลงทะเบียนเรียนตามหลักสูตร ที่ลูกต้องการ การไปลงทะเบียนต้องไปแต่เช้า เพื่อรอธนาคารเปิดทำการเนื่องจากบางคอร์สจะเต็มทันทีที่ธนาคารเปิดประตู
บาง ธนาคารซื่อตรงให้คุณพ่อคุณแม่เข้าประตูหน้าแล้วแย่งกันเอาบัตรคิวเพื่อลง ทะเบียน แต่บางครั้งเราก็จะพบใครบางคนกำลังลงทะเบียนอยู่ก่อนแล้วทั้งๆ ที่ประตูเพิ่งเปิด นั่นแปลว่าเขาเข้าทางประตูอื่น ใครๆ ก็รักลูกอยากให้ลูกตนเองได้เรียนทั้งนั้น กวดวิชากับอาจารย์ชั้นยอดส่งผลต่อคะแนนสอบอย่างแน่นอน
นี่คือความจริงที่ใครๆ มักปฏิเสธ
ส่วน ใหญ่จะเป็นพ่อแม่เสียงานเสียการของตนเองไปลงทะเบียนให้ลูก น้อยครั้งที่จะมีนักเรียนไปลงทะเบียนด้วยตนเอง เพราะถ้าไปทำเองแปลว่าต้องขาดเรียนมา
ค่าเล่าเรียนประมาณคอร์สละ 2,000-5,000 บาท เด็กหนึ่งคนมักลงทะเบียนเรียนวันละ 2-3 คอร์ส แล้วแต่การจัดตารางวิ่งรอกเรียนและขึ้นกับพลังอึดของสมองด้วย เด็กบางคนสามารถเรียนติดต่อกันได้นานเจ็ดชั่วโมงโดยไม่กินข้าวกลางวัน (ซื้อขนมร้านสะดวกซื้อไปกินในห้องเรียนได้) เด็กบางคนทำไม่ได้ต้องเรียนไปฟุบหลับไป
ค่าหอพักประมาณเดือนละ 2,000-10,000 บาท ขึ้นกับว่าพักได้กี่คนและมีเครื่องปรับอากาศหรือเปล่า บริเวณรอบวัดพระสิงห์มีหอพักมากมายให้เลือก ทั้งแบบสะอาดปลอดภัยหรือมืดทึมน่ากลัวมีทั้งนั้น
เด็กส่วนใหญ่ยืนยัน ว่า แม้จะเป็นการเรียนจากวิดีโอ แต่ครูที่มาสอนกวดวิชาทุกท่านเป็นคนใจดี มีเมตตา สอนเก่ง มีมุข และฟังเข้าใจง่าย เฉพาะความใจดีมีเมตตานั้นสามารถส่งผ่านจอโทรทัศน์ออกมาได้ด้วย ห้องเรียนส่วนใหญ่มีเจ้าหน้าที่คอยเดินตรวจตราให้เด็กตั้งใจเรียน หรืออย่างน้อยก็ห้ามส่งเสียงพูดคุยรบกวนคนที่เรียน มิเช่นนั้นจะถูกเชิญออกนอกห้องทันที เด็กส่วนใหญ่ร้ายกาจที่โรงเรียนแต่ว่านอนสอนง่าย เมื่อมาที่โรงเรียนกวดวิชา ทำไม?
การเรียนคอร์สที่หนึ่งมักจะเริ่ม ตอน 7 นาฬิกา หรืออย่างช้า 7 โมงครึ่ง ดังนั้น เด็กที่ลงเรียนคอร์สแรกต้องตื่นกันตั้งแต่หกโมงเช้า และหาข้าวมันไก่ข้าวขาหมูแถววัดพระสิงห์นั้นกินให้อิ่ม เพราะต้องใช้พลังเรียนติดต่อกันไปถึงบ่ายสามโมง บางคนอาจจะเลือกพักเที่ยง แต่หลายคนไม่พักหรืออาจจะมีเวลาพักเพียงสิบนาทีไม่พอแย่งข้าวกิน เวลาเปลี่ยนห้องเรียนครั้งหนึ่งโกลาหลกันไปทั้งบริเวณ
เด็กๆ ที่เชียงใหม่มีสามประเภท ประเภทแรกไม่ทบทวนบทเรียนของเมื่อวานก่อนมาเรียนและมาถึงก็หลับต่อ
ประเภทที่สองไม่ทบทวนบทเรียนมา แต่มาถึงก็ตั้งใจเรียน
ประเภท ที่สามทบทวนบทเรียนมาและตั้งใจเรียนด้วย อันที่จริงยังมีประเภทที่สี่คือ ไม่มาเลยหรือมาเฉพาะชั่วโมงสุดท้าย เพื่อจะได้เดินออกมาให้ผู้ปกครองเห็นตอนเลิกชั้นในวันที่ผู้ปกครองมารอรับ
มีบ้างตั้งครรภ์กลับไปโรงเรียนเมื่อเปิดเทอม
เมื่อ ถึงเวลาเย็นหรือค่ำ เด็กๆ ยังคงแบ่งเป็นสามประเภท ประเภทที่หนึ่งไม่ไปไหนเข้าหอพักทบทวนบทเรียน ทำการบ้านที่อาจารย์สั่งรายวันเพราะวิดีโอของวันพรุ่งนี้จะไม่รอ ประเภทที่สองเลิกเรียนแล้วไปช็อปทั่วเชียงใหม่ยันไนท์บาซาร์ ประเภทที่สามต่อโบว์ลิ่งถึงเที่ยงคืน เมืองเชียงใหม่มีถนนคนเดินทุกวันอาทิตย์ตอนเย็น
บริเวณนั้นจึงเป็นช่วงพักผ่อนสุดสัปดาห์ของเด็กๆ นักกวดทั้งหลาย
ทําไมต้องกวดวิชา?
"ครู ที่โรงเรียนไม่สอน" เป็นคำตอบที่หนึ่ง "ต้องกวดให้หมดก่อนเริ่มสอบตรง" เป็นคำตอบที่สอง "ต้องกวดให้หมดก่อนเริ่มสอบโควต้า" เป็นคำตอบที่สาม "ต้องกวดให้มากที่สุดก่อนการสอบ GATPAT แต่ละครั้ง" เป็นคำตอบที่สี่ ยังมีอีกหลายคำตอบแต่พอเท่านี้ก่อน
ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ ให้ไปยืนดูที่สี่แยกศรีอยุธยาหน้าอาคารวรรณสรณ์ ตึกสูงระฟ้าแหล่งรวมสถาบันกวดวิชาเกือบทุกสำนัก ภายในมีร้านอาหารทั้งที่มีประโยชน์และฟาสต์ฟู้ด ร้านหนังสือและร้านสะดวกซื้อ ธนาคารอำนวยความสะดวกให้ลงทะเบียนเรียนโดยง่าย ลิฟต์ที่มีกล้องวงจรปิดป้องกันมิให้นักเรียนจูบกันประเจิดประเจ้อ แต่มิวายอาจารย์อุ๊ต้องคอยเตือนนักเรียนเสมอว่า อย่ามากนักนะจ๊ะมี รปภ.ดูโทรทัศน์วงจรปิดอยู่ นอกจากนี้ยังมีบันไดเลื่อนทุกชั้นตั้งแต่ล่างถึงบน
เช้าวันเสาร์ อาทิตย์ และเช้าๆ ของทุกวันปิดเทอมตลอดสองเดือน นักเรียนจำนวนเป็นร้อยๆ เดินทางจากทุกทิศเข้าไปในอาคารสูงแห่งนี้ เวลาข้ามไฟแดงครั้งหนึ่งแห่ข้ามถนนกันรอบละร้อยสองร้อยคนน่าตื่นตาตื่นใจ เยาวชนของชาติและศูนย์การการศึกษาของชาติอยู่ที่นี่ ตอนหัวค่ำเวลาใกล้ปิดตึก จะมีพ่อแม่ชนชั้นกลางจำนวนมากไปนั่งรอรับลูกกลับบ้าน ส่วนเด็กต่างจังหวัดที่มีปัญญามากวดกรุงเทพฯ ก็กระจายอยู่หอพักกันตั้งแต่สยามสแควร์ พญาไท อนุสาวรีย์ ยันสะพานควาย
ที่ ใกล้ๆ บันไดขึ้นสถานีรถไฟฟ้าพญาไทนั้นเอง เราจะพบเด็กนักเรียนในเครื่องแบบยืนขายแซนวิชเสมอๆ ไฟแดงรอบละสองร้อยคนที่ข้ามถนนไปนั้นมีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนคอร์สละสองสาม พันบาททีละหลายๆ คอร์ส ไม่นับค่าหอพักเฉพาะบริเวณหลังพญาไทพลาซา สนนราคาเดือนละ 8,000-20,000 บาท นักเรียนคนนี้ต้องขายแซนวิชกี่ก้อนจึงจะได้เรียนกวดวิชาบ้าง
การศึกษากลายเป็นสมบัติและบันไดไต่ระดับของชนชั้นกลาง มิใช่เรื่องของคนไม่มีเงิน และเป็นทุกข์ของแผ่นดิน
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 6 - วันที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11532
ใกล้เวลาปิดเทอมกลางแล้ว
ที่ เชียงใหม่ ศูนย์รวมสถาบันกวดวิชาอยู่รวมกันใกล้วัดพระสิงห์ เด็กนักเรียนมัธยมปลายทั่วภาคเหนือจะไปรวมตัวกันที่นั่น ถ้าเป็นเด็กเชียงใหม่ก็ไม่สู้จะเป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นเด็กจากเชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ หรือแม่ฮ่องสอน ที่ไม่มีปัญญาไปกรุงเทพฯ หรือไม่มีญาติอาศัยในเขตจังหวัดเชียงใหม่ พวกเขาต้องหาหอพักอยู่
ถ้า เป็นปิดเทอมตุลาคม พวกเขาต้องอยู่กันหนึ่งเดือนเพื่อเรียนกวดวิชาทุกวัน ไม่เว้นเสาร์อาทิตย์ ถ้าเป็นปิดเทอมฤดูร้อน พวกเขาต้องอยู่กันนานสองเดือน
ก่อน ถึงวันปิดเทอม พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ต้องไปธนาคารเพื่อชำระเงินลงทะเบียนเรียนตามหลักสูตร ที่ลูกต้องการ การไปลงทะเบียนต้องไปแต่เช้า เพื่อรอธนาคารเปิดทำการเนื่องจากบางคอร์สจะเต็มทันทีที่ธนาคารเปิดประตู
บาง ธนาคารซื่อตรงให้คุณพ่อคุณแม่เข้าประตูหน้าแล้วแย่งกันเอาบัตรคิวเพื่อลง ทะเบียน แต่บางครั้งเราก็จะพบใครบางคนกำลังลงทะเบียนอยู่ก่อนแล้วทั้งๆ ที่ประตูเพิ่งเปิด นั่นแปลว่าเขาเข้าทางประตูอื่น ใครๆ ก็รักลูกอยากให้ลูกตนเองได้เรียนทั้งนั้น กวดวิชากับอาจารย์ชั้นยอดส่งผลต่อคะแนนสอบอย่างแน่นอน
นี่คือความจริงที่ใครๆ มักปฏิเสธ
ส่วน ใหญ่จะเป็นพ่อแม่เสียงานเสียการของตนเองไปลงทะเบียนให้ลูก น้อยครั้งที่จะมีนักเรียนไปลงทะเบียนด้วยตนเอง เพราะถ้าไปทำเองแปลว่าต้องขาดเรียนมา
ค่าเล่าเรียนประมาณคอร์สละ 2,000-5,000 บาท เด็กหนึ่งคนมักลงทะเบียนเรียนวันละ 2-3 คอร์ส แล้วแต่การจัดตารางวิ่งรอกเรียนและขึ้นกับพลังอึดของสมองด้วย เด็กบางคนสามารถเรียนติดต่อกันได้นานเจ็ดชั่วโมงโดยไม่กินข้าวกลางวัน (ซื้อขนมร้านสะดวกซื้อไปกินในห้องเรียนได้) เด็กบางคนทำไม่ได้ต้องเรียนไปฟุบหลับไป
ค่าหอพักประมาณเดือนละ 2,000-10,000 บาท ขึ้นกับว่าพักได้กี่คนและมีเครื่องปรับอากาศหรือเปล่า บริเวณรอบวัดพระสิงห์มีหอพักมากมายให้เลือก ทั้งแบบสะอาดปลอดภัยหรือมืดทึมน่ากลัวมีทั้งนั้น
เด็กส่วนใหญ่ยืนยัน ว่า แม้จะเป็นการเรียนจากวิดีโอ แต่ครูที่มาสอนกวดวิชาทุกท่านเป็นคนใจดี มีเมตตา สอนเก่ง มีมุข และฟังเข้าใจง่าย เฉพาะความใจดีมีเมตตานั้นสามารถส่งผ่านจอโทรทัศน์ออกมาได้ด้วย ห้องเรียนส่วนใหญ่มีเจ้าหน้าที่คอยเดินตรวจตราให้เด็กตั้งใจเรียน หรืออย่างน้อยก็ห้ามส่งเสียงพูดคุยรบกวนคนที่เรียน มิเช่นนั้นจะถูกเชิญออกนอกห้องทันที เด็กส่วนใหญ่ร้ายกาจที่โรงเรียนแต่ว่านอนสอนง่าย เมื่อมาที่โรงเรียนกวดวิชา ทำไม?
การเรียนคอร์สที่หนึ่งมักจะเริ่ม ตอน 7 นาฬิกา หรืออย่างช้า 7 โมงครึ่ง ดังนั้น เด็กที่ลงเรียนคอร์สแรกต้องตื่นกันตั้งแต่หกโมงเช้า และหาข้าวมันไก่ข้าวขาหมูแถววัดพระสิงห์นั้นกินให้อิ่ม เพราะต้องใช้พลังเรียนติดต่อกันไปถึงบ่ายสามโมง บางคนอาจจะเลือกพักเที่ยง แต่หลายคนไม่พักหรืออาจจะมีเวลาพักเพียงสิบนาทีไม่พอแย่งข้าวกิน เวลาเปลี่ยนห้องเรียนครั้งหนึ่งโกลาหลกันไปทั้งบริเวณ
เด็กๆ ที่เชียงใหม่มีสามประเภท ประเภทแรกไม่ทบทวนบทเรียนของเมื่อวานก่อนมาเรียนและมาถึงก็หลับต่อ
ประเภทที่สองไม่ทบทวนบทเรียนมา แต่มาถึงก็ตั้งใจเรียน
ประเภท ที่สามทบทวนบทเรียนมาและตั้งใจเรียนด้วย อันที่จริงยังมีประเภทที่สี่คือ ไม่มาเลยหรือมาเฉพาะชั่วโมงสุดท้าย เพื่อจะได้เดินออกมาให้ผู้ปกครองเห็นตอนเลิกชั้นในวันที่ผู้ปกครองมารอรับ
มีบ้างตั้งครรภ์กลับไปโรงเรียนเมื่อเปิดเทอม
เมื่อ ถึงเวลาเย็นหรือค่ำ เด็กๆ ยังคงแบ่งเป็นสามประเภท ประเภทที่หนึ่งไม่ไปไหนเข้าหอพักทบทวนบทเรียน ทำการบ้านที่อาจารย์สั่งรายวันเพราะวิดีโอของวันพรุ่งนี้จะไม่รอ ประเภทที่สองเลิกเรียนแล้วไปช็อปทั่วเชียงใหม่ยันไนท์บาซาร์ ประเภทที่สามต่อโบว์ลิ่งถึงเที่ยงคืน เมืองเชียงใหม่มีถนนคนเดินทุกวันอาทิตย์ตอนเย็น
บริเวณนั้นจึงเป็นช่วงพักผ่อนสุดสัปดาห์ของเด็กๆ นักกวดทั้งหลาย
ทําไมต้องกวดวิชา?
"ครู ที่โรงเรียนไม่สอน" เป็นคำตอบที่หนึ่ง "ต้องกวดให้หมดก่อนเริ่มสอบตรง" เป็นคำตอบที่สอง "ต้องกวดให้หมดก่อนเริ่มสอบโควต้า" เป็นคำตอบที่สาม "ต้องกวดให้มากที่สุดก่อนการสอบ GATPAT แต่ละครั้ง" เป็นคำตอบที่สี่ ยังมีอีกหลายคำตอบแต่พอเท่านี้ก่อน
ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ ให้ไปยืนดูที่สี่แยกศรีอยุธยาหน้าอาคารวรรณสรณ์ ตึกสูงระฟ้าแหล่งรวมสถาบันกวดวิชาเกือบทุกสำนัก ภายในมีร้านอาหารทั้งที่มีประโยชน์และฟาสต์ฟู้ด ร้านหนังสือและร้านสะดวกซื้อ ธนาคารอำนวยความสะดวกให้ลงทะเบียนเรียนโดยง่าย ลิฟต์ที่มีกล้องวงจรปิดป้องกันมิให้นักเรียนจูบกันประเจิดประเจ้อ แต่มิวายอาจารย์อุ๊ต้องคอยเตือนนักเรียนเสมอว่า อย่ามากนักนะจ๊ะมี รปภ.ดูโทรทัศน์วงจรปิดอยู่ นอกจากนี้ยังมีบันไดเลื่อนทุกชั้นตั้งแต่ล่างถึงบน
เช้าวันเสาร์ อาทิตย์ และเช้าๆ ของทุกวันปิดเทอมตลอดสองเดือน นักเรียนจำนวนเป็นร้อยๆ เดินทางจากทุกทิศเข้าไปในอาคารสูงแห่งนี้ เวลาข้ามไฟแดงครั้งหนึ่งแห่ข้ามถนนกันรอบละร้อยสองร้อยคนน่าตื่นตาตื่นใจ เยาวชนของชาติและศูนย์การการศึกษาของชาติอยู่ที่นี่ ตอนหัวค่ำเวลาใกล้ปิดตึก จะมีพ่อแม่ชนชั้นกลางจำนวนมากไปนั่งรอรับลูกกลับบ้าน ส่วนเด็กต่างจังหวัดที่มีปัญญามากวดกรุงเทพฯ ก็กระจายอยู่หอพักกันตั้งแต่สยามสแควร์ พญาไท อนุสาวรีย์ ยันสะพานควาย
ที่ ใกล้ๆ บันไดขึ้นสถานีรถไฟฟ้าพญาไทนั้นเอง เราจะพบเด็กนักเรียนในเครื่องแบบยืนขายแซนวิชเสมอๆ ไฟแดงรอบละสองร้อยคนที่ข้ามถนนไปนั้นมีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนคอร์สละสองสาม พันบาททีละหลายๆ คอร์ส ไม่นับค่าหอพักเฉพาะบริเวณหลังพญาไทพลาซา สนนราคาเดือนละ 8,000-20,000 บาท นักเรียนคนนี้ต้องขายแซนวิชกี่ก้อนจึงจะได้เรียนกวดวิชาบ้าง
การศึกษากลายเป็นสมบัติและบันไดไต่ระดับของชนชั้นกลาง มิใช่เรื่องของคนไม่มีเงิน และเป็นทุกข์ของแผ่นดิน
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 6 - วันที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11532
โรงเรียนนอกกะลา
คอลัมน์ จิตวิวัฒน์
โดย ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ วรพงษ์ เวชมาลีนนท์ www.thaissf.org,http://twitter.com/jitwiwatแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
"เราทำไม่ได้หรอก"
เป็นคำพูดที่คุณครูวิเชียร ไชยบัง ครูใหญ่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาได้ยินจากผู้มาดูงานเสมอๆ คุณครูเล่าว่า มีอยู่คราวหนึ่งที่ได้ยินคำนี้จากผู้มาดูงานถึงห้าครั้งในเวลาครึ่งชั่วโมง
เวทีจิตวิวัฒน์เดือนสิงหาคมได้รับเกียรติจากคุณครูวิเชียรมาเล่าเรื่องโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ให้ฟัง โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนทางเลือกที่มีชื่อเสียง มีผู้บริหาร และคุณครูจากเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศไปดูงานมากมาย นำไปสู่คำถามท้าทายว่าจะสามารถทำโรงเรียนแบบลำปลายมาศในพื้นที่อื่นๆ ไม่ได้จริงหรือ
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีการสอบ
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีเสียงออดเสียงระฆัง
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีการอบรมหน้าเสาธง
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีแบบเรียนสำเร็จรูป
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีการให้ดาว
เหล่านี้คือประเด็นท้าทายระบบการศึกษา
ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะคิดว่าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาคงเป็นโรงเรียนทางเลือกที่เก็บค่าเล่าเรียนแพงๆ และนักเรียนมาจากครอบครัวคนชั้นกลางหรือผู้มีอันจะกิน
แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ นักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนนี้จะมาจากครอบครัวชาวไร่ชาวนาในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ เข้าได้ด้วยการจับสลากเท่านั้น และไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ร้อยละ 70 ยากจน อีกอย่างน้อย 40 ครอบครัว เป็นเด็กกำพร้า มีเด็กสติปัญญาบกพร่องร่วมเรียนด้วย
นักเรียนโรงเรียนนี้ทำอะไรกัน มาตรฐานและคุณภาพเป็นอย่างไร
คุณครูวิเชียรเล่าผลการประเมินภายนอกให้ฟังว่า สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้มาประเมินโรงเรียนแล้วพบว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก 13 มาตรฐาน และอยู่ในเกณฑ์ดี 1 มาตรฐาน
ผลการสอบเอ็นที (National Test) พบว่าคะแนนเฉลี่ยด้านภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศ ทั้งที่โรงเรียนไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "วิชาวิทยาศาสตร์"
คุณครูของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจะใส่ใจในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนเป็นสำคัญ ให้นักเรียนได้เลือกทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ เรียนรู้การวางแผน และลงมือทำจริง จากนั้นจึงนำผลงานมาแสดงและแลกเปลี่ยน ช่วยกันประเมินและเรียนรู้การวางแผนอีก เป็นวงจรเช่นนี้เรื่อยๆ ไป เป็นไปตามปรัชญาที่ว่าการเรียนรู้ที่แท้เกิดจากการลงมือทำจริง
"เมื่อเดือนก่อน ผมกลับไปเยี่ยมบ้าน พบหลานตัวเล็กเรียนอนุบาลที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง" คุณครูวิเชียรเปิดประเด็น "ไหนเอามาดูซิ เรียนอะไร" คุณครูพูดกับหลาน "หลานเขาค้นหนังสือมาให้ดู 8 เล่มใหญ่ เป็นแบบเรียนสำเร็จรูปที่ทางโรงเรียนจัดให้ 5 แผ่นแรกเป็นใบความรู้ อีกแผ่นเป็นแบบฝึกหัด แล้วอีกแผ่นเป็นข้อสอบ ทุกวิชาจะเป็นแบบแผนเช่นนี้เหมือนๆ กันหมด"
"พอกลับมาที่โรงเรียน ซึ่งเราจะมีวงพูดคุยกับครู ผมก็ลองแบ่งครูเป็นสองกลุ่ม แจกกระดาษให้ครูแต่ละคน" คุณครูวิเชียรเล่าต่อไป "กลุ่มหนึ่งให้พับกบ พวกเขาฮือฮาเพราะรู้ว่ามีวิธีพับกบอยู่ พวกเขาถกเถียงกัน แล้วมีครูคนหนึ่งบอกว่า หนูจำได้ หนูจะสอนให้ กลุ่มนี้เลยได้กบมาเหมือนๆ กันหมด"
คุณครูวิเชียรว่า "อีกกลุ่มให้พับกระต่าย ไม่มีเสียงฮือเหมือนกลุ่มแรก เพราะพวกเขารู้ว่ายังไม่มีใครสอนวิธีพับกระต่าย พวกเขานิ่ง มองหน้ากัน แล้วลองทำดู ปรากฏว่าทุกคนพับได้กระต่าย 10 ตัวที่ไม่เหมือนกันเลย"
เพราะไม่เคยมีใครพับกระต่ายมาก่อน ทุกคนจึงต้องค้นหาวิธีกันเอาเอง ด้วยวิธีนี้ครูแต่ละคนจึงเข้าใจกระบวนการเรียนรู้อย่างที่ควรจะเป็น
ผู้ฟังท่านหนึ่งถามว่าเป็นไปได้หรือเปล่าที่พอคุณครูของโรงเรียนจัดกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ไปนานๆ เข้า ก็จะเกิดอาการเริ่มรู้ทาง เริ่มรู้ว่าต้องทำอย่างไร เริ่มลัดขั้นตอน แล้วก็ละเลยกระบวนการหาคำตอบด้วยตนเองไปในที่สุด คล้ายๆ กับที่หลายแห่งเผชิญ เปรียบเสมือนรู้วิธีพับกบก็พับแต่กบตามวิธีที่เคยพับกันมา เพราะง่ายกว่า
คุณครูวิเชียรตอบว่า สิ่งที่เราต้องการให้ครูแม่นยำที่สุดคือกระบวนการ ไม่ใช่ความรู้ แล้วในขั้นตอนที่นักเรียนนำผลงานมาแสดงและแลกเปลี่ยนนั้น จะแลกเปลี่ยนสิ่งดีๆ ซึ่งกันและกัน ด้วยวิธีนี้การเรียนรู้จึงจะสดและใหม่อยู่เสมอ
นอกเหนือจากครูแล้วทางโรงเรียนยังต้องเอาชนะใจผู้ปกครองด้วย มีการร่างหลักสูตรเพื่อจัดการผู้ปกครองโดยเฉพาะ เพราะผู้ปกครองมักคาดหวังให้เด็กอ่านออกเขียนได้คัดไทยตามเส้นประโดยเร็ว
"โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีเส้นประ"
โรงเรียนมีชั่วโมงที่ผู้ปกครองจะเวียนกันมาสอนนักเรียน ที่เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้เพราะครูใช้เวลาทำความเข้าใจกับผู้ปกครองว่าวันหนึ่งพวกเราต้องตายจากไป ผู้ปกครองก็ต้องตาย ครูก็ตายด้วย ที่เหลืออยู่คือเพื่อนๆ ของลูกเรา การสอนเพื่อนลูกจึงเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยวิธีคิดแบบนี้ใครมีความรู้อะไรก็มาสอน ไม่รู้จะสอนอะไรก็มาทำกับข้าว หรือเล่านิทาน พอเวลาผ่านไปหลายปี ผู้ปกครองจะเริ่มเปลี่ยน ไม่คาดหวังลูกในเรื่องการสอบแข่งขัน แต่มั่นใจในสิ่งที่โรงเรียนทำ ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืน เชื่อมั่นว่าเด็กสามารถจะอยู่และเป็นนักจัดการได้ และที่เห็นได้ด้วยตาแน่ๆ คือนักเรียนทุกคนเป็นคนดี ไม่เกเร เมื่อถึงวันไหว้ครู ผู้ปกครองจะเป็นผู้จัดงานให้และมาร่วมงานไหว้ครูกันมากมาย
สำหรับครูที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาแล้ว "ถ้าเป็นครูที่ดีไม่ได้ เราจะไปทำอาชีพอื่น"
ในความเห็นของผู้เขียนบทความ กลับไปที่คำพูดตอนต้นเรื่องว่า "เราทำไม่ได้หรอก" อาจจะฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าหมดทางไป แต่ที่จริงแล้วเราไม่ควรทำได้ หากคำว่าทำได้จะหมายความว่าการลอกแบบโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เพราะไม่มีใครควรลอกใคร
สิ่งที่ผู้ไปดูงานโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาควรได้มากกว่าเราทำได้หรือทำไม่ได้ น่าจะเป็นประเด็นเรื่องกล้าทำหรืออย่างน้อยก็กล้าที่จะเริ่มทำ ให้ตระหนักรู้ว่าการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่ดีต้องการความเป็นอิสระจากการครอบงำทั้งปวง ไม่ยึดติดในมาตรฐานหรือตัวชี้วัดที่ตายตัว พร้อมจะออกแบบระบบใหม่หรือกระบวนการเรียนรู้อย่างใหม่ๆ ด้วยความร่วมมือของครู ผู้ปกครอง และนักเรียน
เป็นไปได้ว่ายังมีคุณครูอย่างคุณครูวิเชียรหรือคุณครูโรงเรียนแห่งนี้มากมายกระจายในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศไทย แต่ด้วยการบริหารการศึกษาแบบรวมศูนย์อำนาจทำให้ไม่มีใครกล้าคิดถึงกระบวนการเรียนรู้แบบอื่นๆ นอกเหนือจากที่ส่วนกลางกำหนด
กรณีโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องจิตวิวัฒน์ แต่ยังเป็นเรื่องการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาด้วย ถ้าผู้รับผิดชอบการศึกษาของชาติมีจิตวิวัฒน์ การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาจะเป็นไปได้ แล้วเราจะมีคุณครูอย่างคุณครูโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาอีกหลายแห่ง
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 9 - วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11480
โดย ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ วรพงษ์ เวชมาลีนนท์ www.thaissf.org,http://twitter.com/jitwiwatแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
"เราทำไม่ได้หรอก"
เป็นคำพูดที่คุณครูวิเชียร ไชยบัง ครูใหญ่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาได้ยินจากผู้มาดูงานเสมอๆ คุณครูเล่าว่า มีอยู่คราวหนึ่งที่ได้ยินคำนี้จากผู้มาดูงานถึงห้าครั้งในเวลาครึ่งชั่วโมง
เวทีจิตวิวัฒน์เดือนสิงหาคมได้รับเกียรติจากคุณครูวิเชียรมาเล่าเรื่องโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ให้ฟัง โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนทางเลือกที่มีชื่อเสียง มีผู้บริหาร และคุณครูจากเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศไปดูงานมากมาย นำไปสู่คำถามท้าทายว่าจะสามารถทำโรงเรียนแบบลำปลายมาศในพื้นที่อื่นๆ ไม่ได้จริงหรือ
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีการสอบ
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีเสียงออดเสียงระฆัง
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีการอบรมหน้าเสาธง
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีแบบเรียนสำเร็จรูป
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีการให้ดาว
เหล่านี้คือประเด็นท้าทายระบบการศึกษา
ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะคิดว่าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาคงเป็นโรงเรียนทางเลือกที่เก็บค่าเล่าเรียนแพงๆ และนักเรียนมาจากครอบครัวคนชั้นกลางหรือผู้มีอันจะกิน
แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ นักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนนี้จะมาจากครอบครัวชาวไร่ชาวนาในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ เข้าได้ด้วยการจับสลากเท่านั้น และไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ร้อยละ 70 ยากจน อีกอย่างน้อย 40 ครอบครัว เป็นเด็กกำพร้า มีเด็กสติปัญญาบกพร่องร่วมเรียนด้วย
นักเรียนโรงเรียนนี้ทำอะไรกัน มาตรฐานและคุณภาพเป็นอย่างไร
คุณครูวิเชียรเล่าผลการประเมินภายนอกให้ฟังว่า สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้มาประเมินโรงเรียนแล้วพบว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก 13 มาตรฐาน และอยู่ในเกณฑ์ดี 1 มาตรฐาน
ผลการสอบเอ็นที (National Test) พบว่าคะแนนเฉลี่ยด้านภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศ ทั้งที่โรงเรียนไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "วิชาวิทยาศาสตร์"
คุณครูของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจะใส่ใจในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนเป็นสำคัญ ให้นักเรียนได้เลือกทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ เรียนรู้การวางแผน และลงมือทำจริง จากนั้นจึงนำผลงานมาแสดงและแลกเปลี่ยน ช่วยกันประเมินและเรียนรู้การวางแผนอีก เป็นวงจรเช่นนี้เรื่อยๆ ไป เป็นไปตามปรัชญาที่ว่าการเรียนรู้ที่แท้เกิดจากการลงมือทำจริง
"เมื่อเดือนก่อน ผมกลับไปเยี่ยมบ้าน พบหลานตัวเล็กเรียนอนุบาลที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง" คุณครูวิเชียรเปิดประเด็น "ไหนเอามาดูซิ เรียนอะไร" คุณครูพูดกับหลาน "หลานเขาค้นหนังสือมาให้ดู 8 เล่มใหญ่ เป็นแบบเรียนสำเร็จรูปที่ทางโรงเรียนจัดให้ 5 แผ่นแรกเป็นใบความรู้ อีกแผ่นเป็นแบบฝึกหัด แล้วอีกแผ่นเป็นข้อสอบ ทุกวิชาจะเป็นแบบแผนเช่นนี้เหมือนๆ กันหมด"
"พอกลับมาที่โรงเรียน ซึ่งเราจะมีวงพูดคุยกับครู ผมก็ลองแบ่งครูเป็นสองกลุ่ม แจกกระดาษให้ครูแต่ละคน" คุณครูวิเชียรเล่าต่อไป "กลุ่มหนึ่งให้พับกบ พวกเขาฮือฮาเพราะรู้ว่ามีวิธีพับกบอยู่ พวกเขาถกเถียงกัน แล้วมีครูคนหนึ่งบอกว่า หนูจำได้ หนูจะสอนให้ กลุ่มนี้เลยได้กบมาเหมือนๆ กันหมด"
คุณครูวิเชียรว่า "อีกกลุ่มให้พับกระต่าย ไม่มีเสียงฮือเหมือนกลุ่มแรก เพราะพวกเขารู้ว่ายังไม่มีใครสอนวิธีพับกระต่าย พวกเขานิ่ง มองหน้ากัน แล้วลองทำดู ปรากฏว่าทุกคนพับได้กระต่าย 10 ตัวที่ไม่เหมือนกันเลย"
เพราะไม่เคยมีใครพับกระต่ายมาก่อน ทุกคนจึงต้องค้นหาวิธีกันเอาเอง ด้วยวิธีนี้ครูแต่ละคนจึงเข้าใจกระบวนการเรียนรู้อย่างที่ควรจะเป็น
ผู้ฟังท่านหนึ่งถามว่าเป็นไปได้หรือเปล่าที่พอคุณครูของโรงเรียนจัดกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ไปนานๆ เข้า ก็จะเกิดอาการเริ่มรู้ทาง เริ่มรู้ว่าต้องทำอย่างไร เริ่มลัดขั้นตอน แล้วก็ละเลยกระบวนการหาคำตอบด้วยตนเองไปในที่สุด คล้ายๆ กับที่หลายแห่งเผชิญ เปรียบเสมือนรู้วิธีพับกบก็พับแต่กบตามวิธีที่เคยพับกันมา เพราะง่ายกว่า
คุณครูวิเชียรตอบว่า สิ่งที่เราต้องการให้ครูแม่นยำที่สุดคือกระบวนการ ไม่ใช่ความรู้ แล้วในขั้นตอนที่นักเรียนนำผลงานมาแสดงและแลกเปลี่ยนนั้น จะแลกเปลี่ยนสิ่งดีๆ ซึ่งกันและกัน ด้วยวิธีนี้การเรียนรู้จึงจะสดและใหม่อยู่เสมอ
นอกเหนือจากครูแล้วทางโรงเรียนยังต้องเอาชนะใจผู้ปกครองด้วย มีการร่างหลักสูตรเพื่อจัดการผู้ปกครองโดยเฉพาะ เพราะผู้ปกครองมักคาดหวังให้เด็กอ่านออกเขียนได้คัดไทยตามเส้นประโดยเร็ว
"โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีเส้นประ"
โรงเรียนมีชั่วโมงที่ผู้ปกครองจะเวียนกันมาสอนนักเรียน ที่เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้เพราะครูใช้เวลาทำความเข้าใจกับผู้ปกครองว่าวันหนึ่งพวกเราต้องตายจากไป ผู้ปกครองก็ต้องตาย ครูก็ตายด้วย ที่เหลืออยู่คือเพื่อนๆ ของลูกเรา การสอนเพื่อนลูกจึงเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยวิธีคิดแบบนี้ใครมีความรู้อะไรก็มาสอน ไม่รู้จะสอนอะไรก็มาทำกับข้าว หรือเล่านิทาน พอเวลาผ่านไปหลายปี ผู้ปกครองจะเริ่มเปลี่ยน ไม่คาดหวังลูกในเรื่องการสอบแข่งขัน แต่มั่นใจในสิ่งที่โรงเรียนทำ ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืน เชื่อมั่นว่าเด็กสามารถจะอยู่และเป็นนักจัดการได้ และที่เห็นได้ด้วยตาแน่ๆ คือนักเรียนทุกคนเป็นคนดี ไม่เกเร เมื่อถึงวันไหว้ครู ผู้ปกครองจะเป็นผู้จัดงานให้และมาร่วมงานไหว้ครูกันมากมาย
สำหรับครูที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาแล้ว "ถ้าเป็นครูที่ดีไม่ได้ เราจะไปทำอาชีพอื่น"
ในความเห็นของผู้เขียนบทความ กลับไปที่คำพูดตอนต้นเรื่องว่า "เราทำไม่ได้หรอก" อาจจะฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าหมดทางไป แต่ที่จริงแล้วเราไม่ควรทำได้ หากคำว่าทำได้จะหมายความว่าการลอกแบบโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เพราะไม่มีใครควรลอกใคร
สิ่งที่ผู้ไปดูงานโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาควรได้มากกว่าเราทำได้หรือทำไม่ได้ น่าจะเป็นประเด็นเรื่องกล้าทำหรืออย่างน้อยก็กล้าที่จะเริ่มทำ ให้ตระหนักรู้ว่าการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่ดีต้องการความเป็นอิสระจากการครอบงำทั้งปวง ไม่ยึดติดในมาตรฐานหรือตัวชี้วัดที่ตายตัว พร้อมจะออกแบบระบบใหม่หรือกระบวนการเรียนรู้อย่างใหม่ๆ ด้วยความร่วมมือของครู ผู้ปกครอง และนักเรียน
เป็นไปได้ว่ายังมีคุณครูอย่างคุณครูวิเชียรหรือคุณครูโรงเรียนแห่งนี้มากมายกระจายในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศไทย แต่ด้วยการบริหารการศึกษาแบบรวมศูนย์อำนาจทำให้ไม่มีใครกล้าคิดถึงกระบวนการเรียนรู้แบบอื่นๆ นอกเหนือจากที่ส่วนกลางกำหนด
กรณีโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องจิตวิวัฒน์ แต่ยังเป็นเรื่องการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาด้วย ถ้าผู้รับผิดชอบการศึกษาของชาติมีจิตวิวัฒน์ การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาจะเป็นไปได้ แล้วเราจะมีคุณครูอย่างคุณครูโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาอีกหลายแห่ง
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 9 - วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11480
“วิทยากร เชียงกูล” สับการศึกษาไทยเหลว-บ้าปริญญา แฉระบบครูยังวิ่งเต้นโยงการเมือ
“คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต” ระบุ ไทยลงทุนการศึกษาเยอะ แต่ไร้ผลสำเร็จ ชี้เป็นปรากฏการณ์แห่งความล้มเหลวการศึกษาไทย สับระบบกระจายอำนาจลงสู่ สพท.ยังมีปัญหา เลือกตั้งผู้แทนครูมีการวิ่งเต้นเข้าสู่อำนาจ โยงการเมือง ลืมรักษาผลประโยชน์ครูส่วนใหญ่ ติงบ้าเห่อปริญญา แต่จบออกมาไม่ตรงตลาดงาน
วันนี้ (28 ก.ย.) ที่ห้องภาณุรังษี โรงแรมรอยัลริเวอร์ คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร จัดการสัมมนาเรื่อง “ทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษา : ปัญหาและทางออก” ทั้งนี้ในวงเสวนาเรื่อง “ทิศทางข้างหน้าการศึกษาไทย” รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การศึกษาในปัจจุบันนี้จะแก้ปัญหาแบบประนีประนอมในวงราชการ ซึ่งไม่ตรงประเด็น และที่ถือเป็นเรื่องยากสำหรับการแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทยคือ การจัดการศึกษาให้มีความเสมอภาค ทั่วถึง มีการทุ่มงบเยอะ แต่ได้ผลสำเร็จกลับคืนมาน้อย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แห่งความล้มเหลวของการศึกษาไทยมานาน อย่างนโยบายเรียนฟรี 15 ปี มีประโยชน์แต่คิดว่ายังไม่พอ ต้องดูถึงคุณภาพการสอนเพราะยังมีการสอนแบบเก่าอยู่ เน้นท่องจากตำรา ทำให้เด็กคิดไม่เป็น เพราะในโลกสมัยใหม่การที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยออกมาแล้วทำอะไรไม่ได้ คิดไม่เป็น ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรต่อการพัฒนาประเทศ
รศ.วิทยากร กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ปัญหานั้นคาดหมายว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายกรัฐมนตรี ที่ใส่ใจด้านการศึกษาอย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่พออีกเช่นกัน เพราะหากดูจากระบบราชการแบบรวมศูนย์ยังมีปัญหามาก การกระจายอำนาจสู่สำนักงานพื้นที่การศึกษา (สพท.) แต่ละจังหวัดนั้น การเลือกตั้งผู้แทนครูกลายเป็นการวิ่งเต้นเข้าสู่อำนาจ โดยมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยลืมมองไปถึงการทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของครูส่วนใหญ่
“การ กระจายอำนาจไปสู่ต่างจังหวัด ไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งความจริงแล้ว สพท.ต้องเป็นอิสระไม่ใช่ระบบราชการ และเอาหน่วยงาน ภาคีเครือข่ายเข้ามาประสานงานร่วมกัน ไม่ใช่มีแต่ระบบวิ่งเต้น เส้นสาย ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ในส่วนผู้ปกครอง ชอบเรียนฟรี แต่ความจริงแล้วต้องเรียกร้องคุณภาพให้มากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้เรียนกันแทบตายแต่ลูกจบมากลับว่างงาน เราเอาแต่บ้าเห่อใบปริญญา ในขณะที่ตลาดแรงงานกลับขาดแคลนวิชาชีพช่างฝีมือ อาชีวะ ดังนั้นจึงขาดสมดุล อีกทั้งการศึกษาก็เน้นแต่กระบวนการสอน เน้นคะแนนสอบ เนื้อหายัดทุกอย่างอยู่ในหลักสูตรซึ่งตรงนี้ถือว่าไม่ได้ผล จึงต้องมีการทบทวนอย่างจริงจัง” คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าว
รศ.วิทยากร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในส่วนการพัฒนาเด็กนั้นต้องเน้นตั้งแต่ปฐมวัย ถ้าเด็กฉลาด เด็กตั้งข้อสงสัยในห้องเรียนมากๆ ก็จะทำให้ครูผู้สอนต้องปรับตัวหากถามในอะไรที่ครูตอบไม่ได้ ซึ่งครูเองก็จะได้พัฒนาตัวเองด้วย แต่ตอนนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้นหากครูไม่สอนเด็กก็ดีใจ เพราะจะได้ไม่ต้องเรียน นอกจากนี้ เรื่องของระบบแพ้คัดออก เด็กบางคนไม่สามารถปรับตัวได้ ซึ่งชั้นเรียนไม่ควรใหญ่เกินไป และโรงเรียนเองต้องมีระบบการช่วยเหลือติดตามเด็กที่มีปัญหาด้วย ไม่ใช่เอาใจแต่เด็กเก่งอย่างเดียว
ศ.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานอนุกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและสรุปแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ทศวรรษที่สอง กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นในการปฏิรูปการศึกษารอบสอง คือ 1.คุณภาพการศึกษา ของผู้เรียน ระบบการเรียนรู้ ครู และผู้บริหาร 2.ขอบเขตตามเจตนาที่ต้องการให้มีเพิ่มขึ้น คือไม่ใช่แค่การศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้นแต่ต้องปรับเป็นเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามนอกจากจะปฏิรูปฯ ตามระบบของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แล้วต้องเชื่อมโยงงานด้าน เศรษฐกิจ แรงงาน และภาคประชาสังคมที่ต้องมีส่วนร่วมภาครัฐถึงจะดำเนินการได้ เช่น หากพูดว่าจะมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต กลับมองแค่ว่าเป็นหน้าที่ของ ศธ. และ กศน. หรือเพียงแค่การปรับปรุงห้องสมุด ถ้ามองแค่นี้ก็ไม่สำเร็จ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ทุกส่วนต้องเข้ามาช่วยกัน ทั้งนี้ในส่วนของภาคเอกชนก็มีส่วนช่วยตรงนี้มาก แต่ตอนนี้ยังมีน้อยในการจัดการศึกษา ซึ่งนโยบายรัฐก็ไม่เอื้อ ไม่ใช่ให้เอกชนที่มีเงินมาตั้งโรงเรียน ตั้งมหาวิทยาลัยแล้วบอกว่าสนับสนุนการศึกษา แต่ต้องเข้ามาเพื่อพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริงด้วย
วันนี้ (28 ก.ย.) ที่ห้องภาณุรังษี โรงแรมรอยัลริเวอร์ คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร จัดการสัมมนาเรื่อง “ทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษา : ปัญหาและทางออก” ทั้งนี้ในวงเสวนาเรื่อง “ทิศทางข้างหน้าการศึกษาไทย” รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การศึกษาในปัจจุบันนี้จะแก้ปัญหาแบบประนีประนอมในวงราชการ ซึ่งไม่ตรงประเด็น และที่ถือเป็นเรื่องยากสำหรับการแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทยคือ การจัดการศึกษาให้มีความเสมอภาค ทั่วถึง มีการทุ่มงบเยอะ แต่ได้ผลสำเร็จกลับคืนมาน้อย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แห่งความล้มเหลวของการศึกษาไทยมานาน อย่างนโยบายเรียนฟรี 15 ปี มีประโยชน์แต่คิดว่ายังไม่พอ ต้องดูถึงคุณภาพการสอนเพราะยังมีการสอนแบบเก่าอยู่ เน้นท่องจากตำรา ทำให้เด็กคิดไม่เป็น เพราะในโลกสมัยใหม่การที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยออกมาแล้วทำอะไรไม่ได้ คิดไม่เป็น ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรต่อการพัฒนาประเทศ
รศ.วิทยากร กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ปัญหานั้นคาดหมายว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายกรัฐมนตรี ที่ใส่ใจด้านการศึกษาอย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่พออีกเช่นกัน เพราะหากดูจากระบบราชการแบบรวมศูนย์ยังมีปัญหามาก การกระจายอำนาจสู่สำนักงานพื้นที่การศึกษา (สพท.) แต่ละจังหวัดนั้น การเลือกตั้งผู้แทนครูกลายเป็นการวิ่งเต้นเข้าสู่อำนาจ โดยมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยลืมมองไปถึงการทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของครูส่วนใหญ่
“การ กระจายอำนาจไปสู่ต่างจังหวัด ไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งความจริงแล้ว สพท.ต้องเป็นอิสระไม่ใช่ระบบราชการ และเอาหน่วยงาน ภาคีเครือข่ายเข้ามาประสานงานร่วมกัน ไม่ใช่มีแต่ระบบวิ่งเต้น เส้นสาย ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ในส่วนผู้ปกครอง ชอบเรียนฟรี แต่ความจริงแล้วต้องเรียกร้องคุณภาพให้มากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้เรียนกันแทบตายแต่ลูกจบมากลับว่างงาน เราเอาแต่บ้าเห่อใบปริญญา ในขณะที่ตลาดแรงงานกลับขาดแคลนวิชาชีพช่างฝีมือ อาชีวะ ดังนั้นจึงขาดสมดุล อีกทั้งการศึกษาก็เน้นแต่กระบวนการสอน เน้นคะแนนสอบ เนื้อหายัดทุกอย่างอยู่ในหลักสูตรซึ่งตรงนี้ถือว่าไม่ได้ผล จึงต้องมีการทบทวนอย่างจริงจัง” คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าว
รศ.วิทยากร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในส่วนการพัฒนาเด็กนั้นต้องเน้นตั้งแต่ปฐมวัย ถ้าเด็กฉลาด เด็กตั้งข้อสงสัยในห้องเรียนมากๆ ก็จะทำให้ครูผู้สอนต้องปรับตัวหากถามในอะไรที่ครูตอบไม่ได้ ซึ่งครูเองก็จะได้พัฒนาตัวเองด้วย แต่ตอนนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้นหากครูไม่สอนเด็กก็ดีใจ เพราะจะได้ไม่ต้องเรียน นอกจากนี้ เรื่องของระบบแพ้คัดออก เด็กบางคนไม่สามารถปรับตัวได้ ซึ่งชั้นเรียนไม่ควรใหญ่เกินไป และโรงเรียนเองต้องมีระบบการช่วยเหลือติดตามเด็กที่มีปัญหาด้วย ไม่ใช่เอาใจแต่เด็กเก่งอย่างเดียว
ศ.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานอนุกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและสรุปแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ทศวรรษที่สอง กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นในการปฏิรูปการศึกษารอบสอง คือ 1.คุณภาพการศึกษา ของผู้เรียน ระบบการเรียนรู้ ครู และผู้บริหาร 2.ขอบเขตตามเจตนาที่ต้องการให้มีเพิ่มขึ้น คือไม่ใช่แค่การศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้นแต่ต้องปรับเป็นเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามนอกจากจะปฏิรูปฯ ตามระบบของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แล้วต้องเชื่อมโยงงานด้าน เศรษฐกิจ แรงงาน และภาคประชาสังคมที่ต้องมีส่วนร่วมภาครัฐถึงจะดำเนินการได้ เช่น หากพูดว่าจะมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต กลับมองแค่ว่าเป็นหน้าที่ของ ศธ. และ กศน. หรือเพียงแค่การปรับปรุงห้องสมุด ถ้ามองแค่นี้ก็ไม่สำเร็จ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ทุกส่วนต้องเข้ามาช่วยกัน ทั้งนี้ในส่วนของภาคเอกชนก็มีส่วนช่วยตรงนี้มาก แต่ตอนนี้ยังมีน้อยในการจัดการศึกษา ซึ่งนโยบายรัฐก็ไม่เอื้อ ไม่ใช่ให้เอกชนที่มีเงินมาตั้งโรงเรียน ตั้งมหาวิทยาลัยแล้วบอกว่าสนับสนุนการศึกษา แต่ต้องเข้ามาเพื่อพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริงด้วย
การอ่านเป็นวาระแห่งชาติอีกแล้ว
โดย สายพิน แก้วงามประเสริฐ
มีนโย บายไม่กี่เรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการแต่ละยุคแต่ละสมัยมักจะประกาศเป็นวาระ แห่งชาติ หนึ่งในจำนวนนโยบายหลักๆ คือ การประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ
การ ที่เรื่องการอ่านถูกประกาศเป็นวาระแห่งชาติเสมอๆ จนแทบจะทุกรัฐบาล รวมทั้งสถิติที่ปรากฏว่าคนไทยอ่านหนังสือวันละไม่กี่บรรทัด จนกระทั่งคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 39 นาทีต่อวัน หรือเฉลี่ยคนละ 5 เล่มต่อปี ซึ่งถือว่ายังน้อย สะท้อนให้เห็นว่านโยบายของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับเรื่องการอ่านยังไม่ ประสบความสำเร็จ
เพราะหากการอ่านเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของผู้คน ทั้งในและนอกโรงเรียนแล้ว คงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติให้เสียเวลา อีก
การประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติมาหลายครั้ง แต่เหตุใดสถิติการอ่านของคนไทย โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยเรียนจึงไม่ประสบผล เมื่ออ่านหนังสือน้อย ฐานข้อมูลที่ควรจะเก็บไว้ในสมองเพื่อดึงมาใช้สำหรับการคิด วิเคราะห์ คิดให้เป็นก็ทำไม่ได้
น่าสนใจว่า ในส่วนของทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งที่ได้ระดมสรรพกำลังเพื่อกระตุ้น ส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านนั้น ยังทำไม่เต็มที่? อย่างไร หรือสาเหตุที่ทำให้นโยบายนี้จะยังคงใช้ได้ในรัฐบาลต่อๆ ไป เพราะอะไร
ข้อมูล ล่าสุดเกี่ยวกับการอ่านของคนไทยคือ คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 39 นาทีต่อวัน บางหน่วยงานที่สำรวจพบว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 5 เล่มต่อปี ไม่ว่าจะคิดเป็นเวลาหรือจำนวนเล่มก็ตาม แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็สะท้อนว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อยหากเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว
คำว่า "คนไทย" ในที่นี้น่าจะแยกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เด็กที่ยังอยู่ในวัยเรียนกับคนที่อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วยคนหลากหลายอาชีพ ทั้งอาชีพที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ มีความสามารถที่จะซื้อหนังสือมาอ่านเองได้ และที่ไม่มีความสามารถที่จะซื้อหนังสือมาอ่าน เนื่องจากรายได้จำเป็นต้องเก็บไว้ใช้ในเรื่องที่จำเป็นมากกว่านี้ เช่น เรื่องปากท้องของตนเอง
คนส่วนนี้อาจอยู่ตามหมู่บ้านในชนบทที่ห่างไกล หรืออาจอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ก็ตาม ควรได้รับการส่งเสริมให้เข้าถึงโอกาสในการอ่านเช่นเดียวกัน แม้ว่าในบางหมู่บ้านจะมีที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน แต่ต้องกลับไปสำรวจตรวจสอบว่าที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้านมีหนังสือ อะไรให้อ่านบ้าง นอกจากหนังสือพิมพ์ หนังสือเก่าๆ ไม่กี่เล่ม แค่มองยังไม่น่ามอง แล้วจะเชิญชวนให้หยิบไปอ่านได้อย่างไร
บางท้อง ถิ่นมีห้องสมุดประชาชนตั้งอยู่อย่างเงียบเหงา ชาวบ้านไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่าห้องสมุดประชาชนของตนเองอยู่ที่ไหน จะเข้าไปใช้บริการได้หรือไม่ "ความขลัง" ของสถานที่ราชการที่มีความเป็น "ราชการ" มาก อาจรวมไปถึงความเป็น "ราชการ" ของเจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชนดูเหมือนเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาว บ้านเกิดความยำเกรงไม่กล้าและไม่คิดที่จะไปใช้บริการ
ยังไม่รวมถึง หนังสือในห้องสมุดประชาชนว่าน่าอ่าน น่าสนใจเพียงใด มีความเหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่นหรือไม่ เคยสำรวจหรือไม่ว่า เขตพื้นที่บริการของห้องสมุดประชาชนอยู่บริเวณใดบ้าง ชาวบ้านในละแวกนั้นต้องการอ่านหนังสือแบบใด มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้กับประชาชนหรือไม่
ในเรื่องของงบ ประมาณ ปีหนึ่งๆ รัฐจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมการอ่านให้กับประชาชนมากน้อยเพียงใด ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเคยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการอ่าน สร้างเสริมสติปัญญาให้กับคนในท้องถิ่นของตน มากเพียงพอเท่ากับความสนใจที่จะขุดท่อ ทำถนน หรือก่อสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้หรือไม่
คนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นตัว เลขแสดงปริมาณการอ่านได้ดี คือ เด็กที่อยู่ในวัยเรียน เป็นที่ยอมรับว่าเด็กที่รักอ่านมักจะเกิดจากการปูพื้นฐานมาจากครอบครัวที่ ให้ความสำคัญกับการอ่าน และมาต่อยอดในระดับอนุบาลไปจนเรียนมหาวิทยาลัย
น่า แปลใจว่า "การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ" มาหลายครั้ง และทุกครั้งเป้าหมายอยู่ที่สถานศึกษาโดยเฉพาะสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ การที่ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้น่าจะเป็นเพราะการระดมสรรพ กำลังที่จะส่งเสริมการอ่านยังไม่เพียงพอ จึงต้องปรับกระบวนท่ากันใหม่ เป็นลำดับชั้นว่าทำกันอย่างไร มากกว่าสั่งให้ทุกโรงเรียนส่งเสริมการอ่าน ส่วนครูก็สั่งให้เด็กอ่าน โดยลืมมองไปว่า "การรักการอ่าน" เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความพึงพอใจ ความอยากที่จะอ่าน เพราะเห็นความสำคัญและคุ้นชินที่จะอ่านมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการปลูกฝังมาแต่เยาว์วัย
ดังนั้น แม้ว่าการส่งเสริมการอ่านจะเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนส่วนใหญ่ส่งเสริมกันอยู่ แล้ว แต่จะได้ผลเพียงใดต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมหลายประการ ได้แก่
การ ที่เด็กจะเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดหรือยืมหนังสือไปอ่านที่บ้านก็ตาม หนังสือต้องน่าอ่าน เป็นหนังสือใหม่ที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หากจะให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติที่ประสบความสำเร็จจริง ต้องพิจารณาว่าแต่ละปีกระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบประมาณสำหรับซื้อหนังสือ เข้าห้องสมุดให้แต่ละโรงเรียนมากน้อยเพียงใด เฉลี่ยต่อหัวเท่าไร เพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจในการอ่านหรือไม่
หรือหากคิดเป็นจำนวนเล่ม แต่ละโรงเรียนซื้อหนังสือได้กี่เล่ม 1 เล่มต่อนักเรียนกี่คน หากเทียบกับต่างประเทศ ไทยใช้งบประมาณสำหรับหาหนังสือดีๆ น่าอ่านให้กับเด็กได้มากน้อยเพียงใด
หรือหากเทียบกับการที่รัฐจัดสรร งบประมาณสำหรับซื้อคอมพิวเตอร์แจกจ่ายให้กับโรงเรียนปีหนึ่งเท่าไร ขณะที่งบประมาณที่ให้โรงเรียนจัดซื้อหนังสือคิดเป็นสัดส่วนเท่าไร
ซึ่ง จะพบว่ารัฐให้ความสำคัญกับการซื้อคอมพิวเตอร์มากกว่า จนเด็กไทยมีความเชี่ยวชาญในการใช้คอมพิวเตอร์ สังเกตจากเด็กเล่นเกมเก่ง มีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ได้ดี บางโรงเรียนเด็กมีความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้หลากหลายประเภท สามารถนำความรู้ไปใช้งานได้ หารายได้พิเศษได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียว กัน เด็กจะอ่านหนังสือน้อย เพราะมัวสาละวนกับการเล่นเกม เล่นเน็ตมากกว่าอ่านหนังสือ หรือถ้าอ่านก็มักอ่านจากอินเตอร์เน็ตมากกว่าอ่านในหนังสือ ทั้งที่ข้อมูลความรู้จากอินเตอร์เน็ตบางเรื่องจำเป็นต้องพิจารณาถึงความถูก ต้อง ความน่าเชื่อถือ อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าในหนังสือ
ประการ ต่อมา หนังสือที่มีอยู่ในห้องสมุด หรือซื้อแต่ละปีนั้น นอกจากต้องมีปริมาณเพียงพอแล้วยังต้องน่าอ่าน น่าสนใจ เหมาะกับวัยของเด็ก
ดังนั้น ผู้รับผิดชอบเรื่องซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดคงต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กแต่ละช่วงวัยว่าต้องการอ่านหนังสืออะไร
องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ อาจเข้ามาสนับสนุนงบประมาณได้ หากเห็นความสำคัญของการอ่าน แต่ก็ไม่ควรไปซื้อเอง เพราะเกรงว่าจะได้หนังสือที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ตรงกับความต้องการที่เด็กจะอ่าน รวมทั้งการซื้อหนังสือควรมุ่งที่ความน่าอ่าน น่าสนใจ ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับ ทั้งความรู้และความบันเทิงมากกว่าความมุ่งหมายอื่นใดที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ เด็กและเยาวชน
การที่เด็กยังอ่านหนังสือน้อย อาจรวมไปถึงการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดแต่ละปีมักจะจัดซื้อกันปีละครั้งสอง ครั้ง ขณะที่หนังสือดีๆ น่าอ่านของสำนักพิมพ์ต่างๆ ออกมาแทบจะทุกสัปดาห์ ทุกวัน เมื่อมีการเปิดตัวหนังสือแต่ละเล่ม มีการโฆษณาทางโทรทัศน์ หรือสื่ออื่นๆ สามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่านได้มาก เด็กอาจจะอยากอ่าน แต่กว่าสถานศึกษาจะได้จัดซื้อหนังสือเล่มนั้นอาจทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ความสนใจอยากอ่านหนังสือของเด็กคงลดลงด้วย
ต้องแก้ปัญหาด้วยการให้บรรณารักษ์มีสภาพคล่องในการใช้งบประมาณเพื่อสั่งซื้อหนังสือที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ได้มากกว่านี้
นอก จากนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กกระตือรือร้นที่จะอ่านหนังสือก็ สำคัญมาก บางทีในโรงเรียนอาจมีกิจกรรมส่งเสริม กระตุ้นการอ่านน้อยเกินไป โรงเรียนควรจัดบรรยากาศให้เด็กได้ใกล้ชิด หรือสัมผัสแวดวงหนังสือ ทั้งการเชิญนักเขียน นักอ่าน ที่ประสบความสำเร็จจากการนำความรู้จากการอ่านไปใช้ในชีวิตจริงได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการอ่าน หรือจัดกิจกรรมเข้าค่ายฝึกทักษะการอ่านการเขียนเหมือนที่หลายสำนักพิมพ์ทำ
หากได้รับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนก็น่าเชื่อว่าหลายๆ โรงเรียนน่าจะมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่สนใจ สร้างแรงจูงใจในการอ่านได้ดี
ใน ส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ควรให้ความสำคัญกับกิจกรรมส่งเสริม นิสัยรักการอ่านอย่างจริงจัง ให้มีบรรยากาศเหมือนส่งเสริมการอ่านจริงๆ ไม่ใช่เพียงจัดนิทรรศการวันสองวันมุ่งเน้นแค่ได้ถ่ายภาพว่าได้ส่งเสริมแล้ว แต่ไม่เคยติดตามว่าการประชาสัมพันธ์ให้แต่ละโรงเรียนได้รับรู้ ได้เข้าร่วมกิจกรรมมีมากน้อยเพียงใด การเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนและปริมาณมากน้อยเพียงใดก็ แสดงนัยยะอะไรบางอย่างของการทำงานส่งเสริมการอ่านของเขตพื้นที่การศึกษาเช่น กัน
นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการรักการอ่านให้กับโรงเรียน และการจัดประกวดโรงเรียนรักการอ่าน ผู้บริหารรักการอ่าน ครูรักการอ่าน นักเรียนรักการอ่าน ควรได้มีภาพ (ไม่ใช่รูปถ่าย) ที่แสดงถึงความกระตือรือร้นของทั้งคนจัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรม
อีก ทั้งเมื่อการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ เขตพื้นที่การศึกษาต้องหายุทธวิธีส่งเสริมการอ่าน ส่งเสริมจริงๆ ด้วยการเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง ช่วยคิด ช่วยจัด และส่งเสริมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ มากกว่าสั่งให้โรงเรียนทำหรือแค่ต้องการได้ตัวเลขข้อมูลจากโรงเรียนเท่านั้น ว่าเด็กรักการอ่านกี่คน อ่านหนังสือวันละกี่นาทีต่อคนเท่านั้น
นอก จากนี้ การจัดบรรยากาศในโรงเรียนให้ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กแล้ว บรรยากาศของสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กยังพบว่าไม่เอื้ออำนวยต่อการปลูกฝัง พฤติกรรมรักการอ่านของเด็กๆ รอบๆ สถานศึกษาที่เต็มไปด้วยร้านเกม เมื่อเดินออกจากโรงเรียนก็เข้าร้านเกมหรือสถานบันเทิงอื่นๆ
สื่อทาง โทรทัศน์วันหนึ่งๆ เด็กๆ ใช้เวลาอยู่หน้าโทรทัศน์วันละหลายชั่วโมง ไม่ว่าสื่อของรัฐหรือเอกชน รวมทั้งช่องที่เป็นสื่อสาธารณะแทบไม่ปรากฏกิจกรรมหรือภาพการส่งเสริมการอ่าน แต่อย่างใด หรือแม้แต่ตัวละครในโทรทัศน์ไม่ว่าจะเป็นพระเอกหรือตัวร้ายก็ตาม ล้วนแล้วแต่ไม่ได้มีพฤติกรรมของความเป็นตัวอย่างของผู้มีนิสัยรักการอ่านแม้ แต่น้อย
สังคมไทยทั้งในชีวิตจริงและในจินตนาการ หรือโลกในความฝัน ล้วนแล้วแต่ไม่ได้อยู่ในบรรยากาศของการรักการอ่าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดที่เด็กและคนไทยจะมีพฤติกรรมที่แสดงถึงการ รักการอ่านอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
การที่รัฐบาลต้องการกำหนดให้ "การอ่าน" เป็นวาระแห่งชาติมาหลายปีหลายรัฐบาล ไม่ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจสักที คงเป็นเพราะวัฒนธรรมของ "ระบบราชการไทย" ที่มักมีแต่คนคิดแล้วสั่งให้คนอื่นทำ โดยไม่เสนอความคิดต่อว่าที่ควรจะทำทำอย่างไร จึงมีระบบการสั่งการตั้งแต่ข้างบนลงสู่ข้างล่าง โดยหวังเพียงข้อมูลตัวเลขมากกว่า แทนที่จะเสนอวิธีการกันเป็นลำดับชั้น จนถึงระดับปฏิบัติการ จะได้ประมวลแนวคิดจากระดับนโยบายลงมาผสมกับความคิดของผู้ปฏิบัติ
อาจทำให้การอ่านไม่ต้องเป็นวาระแห่งชาติอีกทุกปีไป เพราะคนไทยรักการอ่านอยู่ในจิตวิญญาณกันอยู่แล้ว
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 9 - วันที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11501
มีนโย บายไม่กี่เรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการแต่ละยุคแต่ละสมัยมักจะประกาศเป็นวาระ แห่งชาติ หนึ่งในจำนวนนโยบายหลักๆ คือ การประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ
การ ที่เรื่องการอ่านถูกประกาศเป็นวาระแห่งชาติเสมอๆ จนแทบจะทุกรัฐบาล รวมทั้งสถิติที่ปรากฏว่าคนไทยอ่านหนังสือวันละไม่กี่บรรทัด จนกระทั่งคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 39 นาทีต่อวัน หรือเฉลี่ยคนละ 5 เล่มต่อปี ซึ่งถือว่ายังน้อย สะท้อนให้เห็นว่านโยบายของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับเรื่องการอ่านยังไม่ ประสบความสำเร็จ
เพราะหากการอ่านเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของผู้คน ทั้งในและนอกโรงเรียนแล้ว คงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติให้เสียเวลา อีก
การประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติมาหลายครั้ง แต่เหตุใดสถิติการอ่านของคนไทย โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยเรียนจึงไม่ประสบผล เมื่ออ่านหนังสือน้อย ฐานข้อมูลที่ควรจะเก็บไว้ในสมองเพื่อดึงมาใช้สำหรับการคิด วิเคราะห์ คิดให้เป็นก็ทำไม่ได้
น่าสนใจว่า ในส่วนของทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งที่ได้ระดมสรรพกำลังเพื่อกระตุ้น ส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านนั้น ยังทำไม่เต็มที่? อย่างไร หรือสาเหตุที่ทำให้นโยบายนี้จะยังคงใช้ได้ในรัฐบาลต่อๆ ไป เพราะอะไร
ข้อมูล ล่าสุดเกี่ยวกับการอ่านของคนไทยคือ คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 39 นาทีต่อวัน บางหน่วยงานที่สำรวจพบว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 5 เล่มต่อปี ไม่ว่าจะคิดเป็นเวลาหรือจำนวนเล่มก็ตาม แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็สะท้อนว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อยหากเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว
คำว่า "คนไทย" ในที่นี้น่าจะแยกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เด็กที่ยังอยู่ในวัยเรียนกับคนที่อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วยคนหลากหลายอาชีพ ทั้งอาชีพที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ มีความสามารถที่จะซื้อหนังสือมาอ่านเองได้ และที่ไม่มีความสามารถที่จะซื้อหนังสือมาอ่าน เนื่องจากรายได้จำเป็นต้องเก็บไว้ใช้ในเรื่องที่จำเป็นมากกว่านี้ เช่น เรื่องปากท้องของตนเอง
คนส่วนนี้อาจอยู่ตามหมู่บ้านในชนบทที่ห่างไกล หรืออาจอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ก็ตาม ควรได้รับการส่งเสริมให้เข้าถึงโอกาสในการอ่านเช่นเดียวกัน แม้ว่าในบางหมู่บ้านจะมีที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน แต่ต้องกลับไปสำรวจตรวจสอบว่าที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้านมีหนังสือ อะไรให้อ่านบ้าง นอกจากหนังสือพิมพ์ หนังสือเก่าๆ ไม่กี่เล่ม แค่มองยังไม่น่ามอง แล้วจะเชิญชวนให้หยิบไปอ่านได้อย่างไร
บางท้อง ถิ่นมีห้องสมุดประชาชนตั้งอยู่อย่างเงียบเหงา ชาวบ้านไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่าห้องสมุดประชาชนของตนเองอยู่ที่ไหน จะเข้าไปใช้บริการได้หรือไม่ "ความขลัง" ของสถานที่ราชการที่มีความเป็น "ราชการ" มาก อาจรวมไปถึงความเป็น "ราชการ" ของเจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชนดูเหมือนเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาว บ้านเกิดความยำเกรงไม่กล้าและไม่คิดที่จะไปใช้บริการ
ยังไม่รวมถึง หนังสือในห้องสมุดประชาชนว่าน่าอ่าน น่าสนใจเพียงใด มีความเหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่นหรือไม่ เคยสำรวจหรือไม่ว่า เขตพื้นที่บริการของห้องสมุดประชาชนอยู่บริเวณใดบ้าง ชาวบ้านในละแวกนั้นต้องการอ่านหนังสือแบบใด มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้กับประชาชนหรือไม่
ในเรื่องของงบ ประมาณ ปีหนึ่งๆ รัฐจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมการอ่านให้กับประชาชนมากน้อยเพียงใด ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเคยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการอ่าน สร้างเสริมสติปัญญาให้กับคนในท้องถิ่นของตน มากเพียงพอเท่ากับความสนใจที่จะขุดท่อ ทำถนน หรือก่อสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้หรือไม่
คนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นตัว เลขแสดงปริมาณการอ่านได้ดี คือ เด็กที่อยู่ในวัยเรียน เป็นที่ยอมรับว่าเด็กที่รักอ่านมักจะเกิดจากการปูพื้นฐานมาจากครอบครัวที่ ให้ความสำคัญกับการอ่าน และมาต่อยอดในระดับอนุบาลไปจนเรียนมหาวิทยาลัย
น่า แปลใจว่า "การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ" มาหลายครั้ง และทุกครั้งเป้าหมายอยู่ที่สถานศึกษาโดยเฉพาะสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ การที่ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้น่าจะเป็นเพราะการระดมสรรพ กำลังที่จะส่งเสริมการอ่านยังไม่เพียงพอ จึงต้องปรับกระบวนท่ากันใหม่ เป็นลำดับชั้นว่าทำกันอย่างไร มากกว่าสั่งให้ทุกโรงเรียนส่งเสริมการอ่าน ส่วนครูก็สั่งให้เด็กอ่าน โดยลืมมองไปว่า "การรักการอ่าน" เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความพึงพอใจ ความอยากที่จะอ่าน เพราะเห็นความสำคัญและคุ้นชินที่จะอ่านมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการปลูกฝังมาแต่เยาว์วัย
ดังนั้น แม้ว่าการส่งเสริมการอ่านจะเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนส่วนใหญ่ส่งเสริมกันอยู่ แล้ว แต่จะได้ผลเพียงใดต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมหลายประการ ได้แก่
การ ที่เด็กจะเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดหรือยืมหนังสือไปอ่านที่บ้านก็ตาม หนังสือต้องน่าอ่าน เป็นหนังสือใหม่ที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หากจะให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติที่ประสบความสำเร็จจริง ต้องพิจารณาว่าแต่ละปีกระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบประมาณสำหรับซื้อหนังสือ เข้าห้องสมุดให้แต่ละโรงเรียนมากน้อยเพียงใด เฉลี่ยต่อหัวเท่าไร เพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจในการอ่านหรือไม่
หรือหากคิดเป็นจำนวนเล่ม แต่ละโรงเรียนซื้อหนังสือได้กี่เล่ม 1 เล่มต่อนักเรียนกี่คน หากเทียบกับต่างประเทศ ไทยใช้งบประมาณสำหรับหาหนังสือดีๆ น่าอ่านให้กับเด็กได้มากน้อยเพียงใด
หรือหากเทียบกับการที่รัฐจัดสรร งบประมาณสำหรับซื้อคอมพิวเตอร์แจกจ่ายให้กับโรงเรียนปีหนึ่งเท่าไร ขณะที่งบประมาณที่ให้โรงเรียนจัดซื้อหนังสือคิดเป็นสัดส่วนเท่าไร
ซึ่ง จะพบว่ารัฐให้ความสำคัญกับการซื้อคอมพิวเตอร์มากกว่า จนเด็กไทยมีความเชี่ยวชาญในการใช้คอมพิวเตอร์ สังเกตจากเด็กเล่นเกมเก่ง มีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ได้ดี บางโรงเรียนเด็กมีความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้หลากหลายประเภท สามารถนำความรู้ไปใช้งานได้ หารายได้พิเศษได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียว กัน เด็กจะอ่านหนังสือน้อย เพราะมัวสาละวนกับการเล่นเกม เล่นเน็ตมากกว่าอ่านหนังสือ หรือถ้าอ่านก็มักอ่านจากอินเตอร์เน็ตมากกว่าอ่านในหนังสือ ทั้งที่ข้อมูลความรู้จากอินเตอร์เน็ตบางเรื่องจำเป็นต้องพิจารณาถึงความถูก ต้อง ความน่าเชื่อถือ อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าในหนังสือ
ประการ ต่อมา หนังสือที่มีอยู่ในห้องสมุด หรือซื้อแต่ละปีนั้น นอกจากต้องมีปริมาณเพียงพอแล้วยังต้องน่าอ่าน น่าสนใจ เหมาะกับวัยของเด็ก
ดังนั้น ผู้รับผิดชอบเรื่องซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดคงต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กแต่ละช่วงวัยว่าต้องการอ่านหนังสืออะไร
องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ อาจเข้ามาสนับสนุนงบประมาณได้ หากเห็นความสำคัญของการอ่าน แต่ก็ไม่ควรไปซื้อเอง เพราะเกรงว่าจะได้หนังสือที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ตรงกับความต้องการที่เด็กจะอ่าน รวมทั้งการซื้อหนังสือควรมุ่งที่ความน่าอ่าน น่าสนใจ ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับ ทั้งความรู้และความบันเทิงมากกว่าความมุ่งหมายอื่นใดที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ เด็กและเยาวชน
การที่เด็กยังอ่านหนังสือน้อย อาจรวมไปถึงการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดแต่ละปีมักจะจัดซื้อกันปีละครั้งสอง ครั้ง ขณะที่หนังสือดีๆ น่าอ่านของสำนักพิมพ์ต่างๆ ออกมาแทบจะทุกสัปดาห์ ทุกวัน เมื่อมีการเปิดตัวหนังสือแต่ละเล่ม มีการโฆษณาทางโทรทัศน์ หรือสื่ออื่นๆ สามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่านได้มาก เด็กอาจจะอยากอ่าน แต่กว่าสถานศึกษาจะได้จัดซื้อหนังสือเล่มนั้นอาจทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ความสนใจอยากอ่านหนังสือของเด็กคงลดลงด้วย
ต้องแก้ปัญหาด้วยการให้บรรณารักษ์มีสภาพคล่องในการใช้งบประมาณเพื่อสั่งซื้อหนังสือที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ได้มากกว่านี้
นอก จากนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กกระตือรือร้นที่จะอ่านหนังสือก็ สำคัญมาก บางทีในโรงเรียนอาจมีกิจกรรมส่งเสริม กระตุ้นการอ่านน้อยเกินไป โรงเรียนควรจัดบรรยากาศให้เด็กได้ใกล้ชิด หรือสัมผัสแวดวงหนังสือ ทั้งการเชิญนักเขียน นักอ่าน ที่ประสบความสำเร็จจากการนำความรู้จากการอ่านไปใช้ในชีวิตจริงได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการอ่าน หรือจัดกิจกรรมเข้าค่ายฝึกทักษะการอ่านการเขียนเหมือนที่หลายสำนักพิมพ์ทำ
หากได้รับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนก็น่าเชื่อว่าหลายๆ โรงเรียนน่าจะมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่สนใจ สร้างแรงจูงใจในการอ่านได้ดี
ใน ส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ควรให้ความสำคัญกับกิจกรรมส่งเสริม นิสัยรักการอ่านอย่างจริงจัง ให้มีบรรยากาศเหมือนส่งเสริมการอ่านจริงๆ ไม่ใช่เพียงจัดนิทรรศการวันสองวันมุ่งเน้นแค่ได้ถ่ายภาพว่าได้ส่งเสริมแล้ว แต่ไม่เคยติดตามว่าการประชาสัมพันธ์ให้แต่ละโรงเรียนได้รับรู้ ได้เข้าร่วมกิจกรรมมีมากน้อยเพียงใด การเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนและปริมาณมากน้อยเพียงใดก็ แสดงนัยยะอะไรบางอย่างของการทำงานส่งเสริมการอ่านของเขตพื้นที่การศึกษาเช่น กัน
นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการรักการอ่านให้กับโรงเรียน และการจัดประกวดโรงเรียนรักการอ่าน ผู้บริหารรักการอ่าน ครูรักการอ่าน นักเรียนรักการอ่าน ควรได้มีภาพ (ไม่ใช่รูปถ่าย) ที่แสดงถึงความกระตือรือร้นของทั้งคนจัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรม
อีก ทั้งเมื่อการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ เขตพื้นที่การศึกษาต้องหายุทธวิธีส่งเสริมการอ่าน ส่งเสริมจริงๆ ด้วยการเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง ช่วยคิด ช่วยจัด และส่งเสริมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ มากกว่าสั่งให้โรงเรียนทำหรือแค่ต้องการได้ตัวเลขข้อมูลจากโรงเรียนเท่านั้น ว่าเด็กรักการอ่านกี่คน อ่านหนังสือวันละกี่นาทีต่อคนเท่านั้น
นอก จากนี้ การจัดบรรยากาศในโรงเรียนให้ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กแล้ว บรรยากาศของสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กยังพบว่าไม่เอื้ออำนวยต่อการปลูกฝัง พฤติกรรมรักการอ่านของเด็กๆ รอบๆ สถานศึกษาที่เต็มไปด้วยร้านเกม เมื่อเดินออกจากโรงเรียนก็เข้าร้านเกมหรือสถานบันเทิงอื่นๆ
สื่อทาง โทรทัศน์วันหนึ่งๆ เด็กๆ ใช้เวลาอยู่หน้าโทรทัศน์วันละหลายชั่วโมง ไม่ว่าสื่อของรัฐหรือเอกชน รวมทั้งช่องที่เป็นสื่อสาธารณะแทบไม่ปรากฏกิจกรรมหรือภาพการส่งเสริมการอ่าน แต่อย่างใด หรือแม้แต่ตัวละครในโทรทัศน์ไม่ว่าจะเป็นพระเอกหรือตัวร้ายก็ตาม ล้วนแล้วแต่ไม่ได้มีพฤติกรรมของความเป็นตัวอย่างของผู้มีนิสัยรักการอ่านแม้ แต่น้อย
สังคมไทยทั้งในชีวิตจริงและในจินตนาการ หรือโลกในความฝัน ล้วนแล้วแต่ไม่ได้อยู่ในบรรยากาศของการรักการอ่าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดที่เด็กและคนไทยจะมีพฤติกรรมที่แสดงถึงการ รักการอ่านอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
การที่รัฐบาลต้องการกำหนดให้ "การอ่าน" เป็นวาระแห่งชาติมาหลายปีหลายรัฐบาล ไม่ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจสักที คงเป็นเพราะวัฒนธรรมของ "ระบบราชการไทย" ที่มักมีแต่คนคิดแล้วสั่งให้คนอื่นทำ โดยไม่เสนอความคิดต่อว่าที่ควรจะทำทำอย่างไร จึงมีระบบการสั่งการตั้งแต่ข้างบนลงสู่ข้างล่าง โดยหวังเพียงข้อมูลตัวเลขมากกว่า แทนที่จะเสนอวิธีการกันเป็นลำดับชั้น จนถึงระดับปฏิบัติการ จะได้ประมวลแนวคิดจากระดับนโยบายลงมาผสมกับความคิดของผู้ปฏิบัติ
อาจทำให้การอ่านไม่ต้องเป็นวาระแห่งชาติอีกทุกปีไป เพราะคนไทยรักการอ่านอยู่ในจิตวิญญาณกันอยู่แล้ว
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 9 - วันที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11501
สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ ทำให้ครูมีคุณภาพจริง
โดย สายพิน แก้วงามประเสริฐ
วิ วาทะสำคัญในวงการศึกษาขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องแนวคิดของรัฐบาลที่จะตั้ง สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยงานระดับชาติในการผลิต พัฒนาครู และช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครู ในการปฏิรูปการศึกษารอบสอง
ทำให้เกิดวิวา ทะระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ รัฐบาลฝ่ายหนึ่ง กับที่ประชุมอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏ สถาบันการศึกษาที่ผลิตครู รวมทั้งองค์กรครูอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของรัฐบาลและกระทรวง ศึกษาธิการที่จะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ
แนวคิดที่จะจัดตั้ง สถาบันนี้อาจเป็นผลมาจาก กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษารอบที่ 1 ไม่ประสบความสำเร็จ เด็กมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ โดยใช้คะแนนการทดสอบระดับชาติคะแนน GATT และ PATT เป็นตัวบ่งชี้ความล้มเหลวทางการศึกษา โดยพิจารณาและให้ความสำคัญกับตัวเลขของคะแนนมากกว่าองค์ประกอบอื่นๆ
เมื่อ สังคมให้ความสำคัญกับตัวเลขคะแนนสอบของเด็กเป็นสำคัญ ทำให้ผู้มีบทบาทด้านการศึกษาต้องเต้นเมื่อเห็นคะแนนสอบแต่ละวิชาของนักเรียน ค่อนข้างต่ำ หรือเฉลี่ยแล้วต่ำกว่า ร้อยละ 50 โดยมิได้พิจารณาข้อสอบ หรือไม่ได้พิจารณาด้วยซ้ำว่าเรียนอะไร แล้วไปสอบอะไรเหมือนที่นักวิชาการด้านการศึกษาวิพากษ์วิจารณ์ว่า "เรียนไม่ได้สอบ สอบไม่ได้เรียน" เป็นต้น
ดังนั้น เมื่อคะแนนของเด็กต่ำ แพะรับบาปทุกครั้งจะหนีใครไปได้นอกจาก "ครู" ทั้งที่ครูมีหน้าที่ปฏิบัติการสอน
คน วางแผนจริงๆ ที่ทำให้การศึกษา หลักสูตร ทิศทางการศึกษา เป็นไปในทิศทางใด เดี๋ยวเปลี่ยนเรื่องโน้นเรื่องนี้ นโยบายออกมาเป็นระยะล้วนแล้วแต่นั่งอยู่ในห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ
แต่ แทบไม่มีใครไปแตะต้องพาดพิงถึงว่าวางนโยบายกันอย่างไรการศึกษาจึงไม่สัมฤทธิ ผล สวยงามเหมือนอย่างที่คาดหวังไว้ ถ้าจะตำหนิก็สมควรตำหนิกันมาเป็นลำดับชั้น จนถึงครู จึงจะถือว่ายุติธรรม
การที่มีแนวคิดว่าการศึกษาล้มเหลวเพราะครูนี่แหละ จึงจำเป็นจะต้องตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ผลิตครู
แค่ เริ่มคิดก็จะใช้เงินถึง 2,000 ล้านบาทในการตั้งสถาบัน เงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งคงเป็นค่าอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งใช้เป็นเงินเดือนของบุคลากรที่จะทำงานในหน่วยงานใหม่ ดีไม่ดี 2,000 ล้านบาทในปีแรกอาจแทบไม่ได้ใช้เพื่อพัฒนาครูแต่อย่างใด
หากนำเงิน 2,000 ล้านบาท ไปใช้เพื่อพัฒนาการผลิตครู โดยผ่านสถาบันการศึกษาที่มีอยู่แล้วอย่างดาษดื่นทั่วประเทศหลายสิบแห่ง เงินเหล่านี้น่าจะส่งตรงไปยังกระบวนการผลิตครูได้มากกว่า
นอกจากนี้ การที่จะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพราะเห็นว่าสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีหน้าที่ผลิตครูออกมารับใช้สังคม ยังมีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน แล้วทำอย่างไร
ปล่อยให้ไม่มีคุณภาพต่อไป?
ทำไมไม่ชี้แนะ แนะนำเพื่อให้เกิดการพัฒนาในเมื่อมี สมศ.ทำหน้าที่ประเมินภายนอกอยู่แล้ว ก็ควรประเมิน แล้วชี้แนะว่าควรทำอย่างไรจึงจะสามารถผลิตครูให้มีคุณภาพดีได้
ไม่จำเป็นต้องไปตั้งหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณจำนวนมากในยามที่ประเทศยากจนเช่นนี้
ประการ ต่อมาคุณภาพการศึกษาไทย หรือคุณภาพของเด็กถูกนำมาเชื่อมโยงกับคุณภาพของครู ซึ่งถูกตีค่าว่าครูมีคุณภาพหมายถึงการได้คนเก่งๆ มาเป็นครู เพราะเชื่อว่าครูเก่งจะสามารถสอนให้เด็กเก่งได้
แล้วเคยมีสถาบันวิจัยแห่งใดเคยทำวิจัยแล้วหรือไม่ว่าสมมติฐานนี้เป็นจริงๆ
ถ้า เป็นจริงย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ยากที่จะพัฒนาคุณภาพหรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของเด็ก ด้วยการจ้างสถาบันกวดวิชาที่มีชื่อเสียงที่มีติวเตอร์เก่งๆ มาสอนเด็กที่ไม่เก่งให้เก่งทัดเทียมกับเด็กเก่งได้!! โดยไม่ต้องลงทุนตั้งสองพันล้านบาท แล้วยังไม่รู้ว่าเป้าหมายจะสำเร็จหรือไม่?
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เก่งอย่างเดียวยังไม่เพียงพอกับสังคมไทย คือต้องได้คนดีมาเป็นครูด้วย
บาง ทีเก่งกับดีอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันเสมอไป หรือเก่งแต่ในตำราเรียนอย่างเดียว แต่ไม่สามารถนำความรู้จากทฤษฎีมาปฏิบัติได้จริงเมื่อออกสู่โลกของการทำงาน แล้ว ก็ไม่น่าจะใช้เป้าหมายของการจัดการศึกษามิใช่?
ส่วนในด้านของ การพัฒนาครูที่มีอยู่แล้วกว่า 6 แสนคน การตั้งสถาบันขึ้นมาก็ไม่อาจหวังว่าครูเหล่านี้จะได้รับการพัฒนาในรูปแบบใด เพราะที่ผ่านมาองค์กรที่ทำหน้าที่พัฒนาครูคือใครไม่ชัดเจน
ที่เห็น เป็นรูปธรรมก็น่าจะเป็น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่จัดอบรมให้กับครูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ในหลักสูตรที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน
ส่วน วิชาอื่นๆ การอบรมสัมมนาอย่างเป็นรูปธรรมมีน้อยมาก บางรายการเรื่องที่อบรมน่าสนใจ จัดตามมหาวิทยาลัยบ้าง แต่รับได้ไม่มาก หรืออาจจะเสียค่าลงทะเบียนแพง ทำให้ครูจำนวนหนึ่งเสียโอกาสในการเข้ารับการอบรมและพัฒนา แล้วจะโทษใคร ไม่แคล้วโทษว่าครูไม่รู้จักพัฒนาตนเองอีก ทั้งๆ ที่ควรสำรวจข้อมูลการจัดอบรมสัมมนาเพื่อให้ครูได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปีหนึ่งมีสักกี่ครั้งทั่วถึงหรือไม่
ที่สำคัญน่าสนใจหรือเปล่า หรือแม้แต่คุรุสภาเองก็ต้องทบทวนบทบาทเหมือนกัน ปีหนึ่งๆ ทำอะไรที่เป็นการพัฒนาครู นอกจากทำหน้าที่ออกใบประกอบวิชาชีพครูพร้อมเก็บค่าใบประกอบวิชาชีพจากครู โดยไม่ได้พัฒนาครูและการพัฒนาครูก็ไม่ใช่การออกมาประเมินเพื่อการตัดสิน แต่ควรพัฒนาด้วยการให้ความรู้ แนะนำชี้แนะมากกว่าการจับผิด
การที่ ครูถูกมองว่าไม่มีคุณภาพเพราะสอนแล้วนักเรียนยังได้คะแนนต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะครูสมัยนี้ไม่ได้สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แม้ว่าจะมีโครงการคืนครูให้กับโรงเรียน โดยการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการให้กับโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศก็ตาม เป็นเพียงการลดภาระงานการโต้ตอบหนังสือราชการให้กับครูที่ต้องทำงานธุรการ ให้กับโรงเรียนเท่านั้น
แต่ครูยังมีภาระหน้าที่ที่จะต้องกรอกข้อมูลนั่นนี่ตามที่หน่วยงานเบื้องบนต้องการเก็บข้อมูล
ครู ต้องประชุมเตรียมวางแผนในกิจการต่างๆ ของโรงเรียน เตรียมเอกสารข้อมูลเพื่อการประเมินภายใน ประเมินภายนอก ไปอบรมเพื่อรับฟังนโยบาย เตรียมการประกวดโรงเรียน แข่งขันสารพัดจะแข่งขัน เข้าค่าย พานักเรียนไปทัศนศึกษาตามนโยบายฟรี 15 ปี และปฏิบัติตามนโยบายเร่งด่วนตามแต่จะสั่งลงมา
รวมทั้งการเป็นครูที่ ปรึกษาในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนในความรับผิดชอบจำนวนมาก ครูต้องทั้งกรอกข้อมูลเกี่ยวกับเด็กตามแต่ละหน่วยงานจะขอมา รวมทั้งการเยี่ยมบ้านนักเรียน โดยใช้เวลาหลังเลิกเรียนหรือวันหยุดบ้าง
ซึ่ง นโยบายเยี่ยมบ้านเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่แต่ละโรงเรียนต้องทำ ทำแล้วกระทรวงศึกษาธิการก็ชื่นชม เขตพื้นที่ก็ยินดี มีการถ่ายรูปออกสื่อต่างๆ ของบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวง
แต่หารู้ ไม่ว่าครูแต่ละคนต้องใช้เวลาตอนไหนไปเยี่ยมบ้าน ระยะทางไกลขนาดไหน อันตรายหรือไม่ โดยเฉพาะครูที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปในท้องถิ่นที่ไกลๆ เนื่องจากโรงเรียนมัธยมศึกษานักเรียนมาจากทุกสารทิศ ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจไม่ดี ปัญหายาเสพติดชุกชุม โชคดีที่ยังไม่มีข่าวว่าเกิดเหตุร้ายใดๆ กับครู
กิจกรรมเหล่านี้ล้วน เบียดบังเวลา สมาธิและสติปัญญาที่ควรจะเก็บไว้สำหรับการวางแผนการสอนดูแลแก้ไขพฤติกรรมของ เด็กๆ ให้อยู่ในร่องในรอยที่ควรจะเป็น
อีกทั้งเมื่อโรงเรียนมี กิจกรรมมากมายทั้งภายในและภายนอกที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับการเรียนการสอนในห้อง เรียนแล้ว การให้ความสำคัญของโรงเรียนจำนวนไม่น้อยจึงหันไปให้ความสำคัญกับกิจกรรม อื่นๆ ที่โดดเด่นมากกว่าการสอน
ดังนั้น เมื่อพิจารณาความดีความชอบ ครูที่ตั้งใจสอน แต่มีกิจกรรมอื่นๆ ไม่โดดเด่น ความดีความชอบย่อมไม่เข้าตากรรมการ จึงทำให้ครูส่วนหนึ่งหันเหไปให้ความสำคัญกับกิจกรรมอื่นๆ มากกว่าการสอน ทั้งที่หัวใจสำคัญของการเป็นครูคือการสอน
สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลต่อ คุณภาพของครู หรือส่งผลทำให้ครูดีๆ จำนวนไม่น้อยเกิดความท้อถอยและเหนื่อยหน่ายต่อระบบราชการที่ไม่เอื้อต่อการ พัฒนาทั้งคุณภาพชีวิตครูและเด็กจนต้องยอมแพ้เออร์ลี่ รีไทร์ไปเป็นจำนวนไม่น้อย
การพัฒนาคุณภาพของครูอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งสถาบันอะไรขึ้นมาสักอย่าง แล้วจะสามารถทำให้ครูมีคุณภาพได้
เพราะ สิ่งที่สำคัญคือ ทำอย่างไรครูดีๆ ที่มีอยู่ในจำนวนกว่า 6 แสนคนได้ทำหน้าที่สอนของตนเองให้เต็มความรู้ความสามารถด้วยความสบายใจ จึงต้องสร้างระบบให้คนดีได้รับการดูแลคุ้มครองอย่างยุติธรรม ให้คนดีได้เชื่อมั่นที่จะทำความดีแล้วได้ดี ไม่ใช่ระบบได้ดีเพราะมีพวก ซึ่งเป็นระบบที่บั่นทอนคุณภาพการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
หากไม่อาจทำลายระบบเล่นพรรคเล่นพวกได้ ถึงตั้งสถาบันที่วิเศษขึ้นมาอย่างไร ก็ไม่อาจทำให้การศึกษาของไทยมีคุณภาพได้
นอก จากนี้แนวคิดที่จะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ตั้งแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะปัญหานี้ไม่ใช่พึ่งจะเกิดขึ้น พูดกันมานานแต่ยังคงเป็นปัญหาอยู่
วิธี แก้ที่ง่ายและเฉพาะหน้าสุดคือ แบ่งเงินสองพันล้านบาทส่วนหนึ่งมาเป็นเงินเดือนครู แล้วเรียกบรรจุครูเพิ่มขึ้น เป็นทั้งการแก้ปัญหาขาดแคลนครู และแก้ปัญหาบัณฑิตตกงานที่มีอยู่เกลื่อนกลาด อีกทั้งยังก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นด้วยการลงทุนสร้างอาคารสถานที่สักเท่าไร
ประการ ต่อมาการจะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการผลิตครู เป็นการรวมอำนาจ และให้ความสำคัญกับแนวคิดของคนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่คน จะดีกว่าการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา แล้วให้คิดกันอย่างหลากหลายได้อย่างไร
การที่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ กระจายอยู่ทั่วประเทศตามท้องถิ่นต่างๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏเหล่านี้ย่อมมีความแตกต่างตามแต่ละท้องถิ่น เข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง เมื่อผลิตบัณฑิตออกมาย่อมมีสิ่งโดดเด่นในการรับรู้เข้าใจในสภาพแวดล้อม ประเพณี วัฒนธรรม และสามารถนำภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาผสมผสานกันเป็นองค์ความรู้ นำไปใช้ในการอบรมสั่งสอนให้เด็กของตนมีความรักและความภูมิใจในท้องถิ่นของตน เอง อันเป็นการปลูกฝังให้เด็กเข้าใจในรากเหง้าความมีอัตลักษณ์ของตน ย่อมมีภูมิคุ้มกันในการที่จะอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี
ส่วน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ผลิตบัณฑิตด้านการศึกษา เช่นกัน แต่ละสถาบันเหล่านี้ย่อมมีอัตลักษณ์เป็นของตนเองที่สามารถหล่อหลอมกล่อมเกลา ครูดีๆ เก่งๆ ออกไปรับใช้สังคมรุ่นต่อรุ่น มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ประสบการณ์เหล่านี้ย่อมมีมากกว่าสถาบันที่จะตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าทำแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่
ดังนั้นทำไมรัฐจึง ไม่ส่งเสริมสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีมีคุณภาพยิ่งขึ้น ตรงไหนมีรอยรั่ว มีตำหนิที่ต้องแก้ไขต่อเติมเสริมแต่งให้ดีให้มีคุณภาพก็น่าจะทำ มีของดีอยู่แล้ว ไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์
มัวแต่ฝันลมๆ แล้งๆ กับสิ่งที่ยังมองไม่เห็น แล้วอีกกี่ปีการศึกษาไทยจะวิ่งตามประเทศเพื่อนบ้านที่การศึกษาล้ำหน้ากว่า ประเทศไทยได้ทันเสียที!!
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 7 - วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11546
วิ วาทะสำคัญในวงการศึกษาขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องแนวคิดของรัฐบาลที่จะตั้ง สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยงานระดับชาติในการผลิต พัฒนาครู และช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครู ในการปฏิรูปการศึกษารอบสอง
ทำให้เกิดวิวา ทะระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ รัฐบาลฝ่ายหนึ่ง กับที่ประชุมอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏ สถาบันการศึกษาที่ผลิตครู รวมทั้งองค์กรครูอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของรัฐบาลและกระทรวง ศึกษาธิการที่จะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ
แนวคิดที่จะจัดตั้ง สถาบันนี้อาจเป็นผลมาจาก กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษารอบที่ 1 ไม่ประสบความสำเร็จ เด็กมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ โดยใช้คะแนนการทดสอบระดับชาติคะแนน GATT และ PATT เป็นตัวบ่งชี้ความล้มเหลวทางการศึกษา โดยพิจารณาและให้ความสำคัญกับตัวเลขของคะแนนมากกว่าองค์ประกอบอื่นๆ
เมื่อ สังคมให้ความสำคัญกับตัวเลขคะแนนสอบของเด็กเป็นสำคัญ ทำให้ผู้มีบทบาทด้านการศึกษาต้องเต้นเมื่อเห็นคะแนนสอบแต่ละวิชาของนักเรียน ค่อนข้างต่ำ หรือเฉลี่ยแล้วต่ำกว่า ร้อยละ 50 โดยมิได้พิจารณาข้อสอบ หรือไม่ได้พิจารณาด้วยซ้ำว่าเรียนอะไร แล้วไปสอบอะไรเหมือนที่นักวิชาการด้านการศึกษาวิพากษ์วิจารณ์ว่า "เรียนไม่ได้สอบ สอบไม่ได้เรียน" เป็นต้น
ดังนั้น เมื่อคะแนนของเด็กต่ำ แพะรับบาปทุกครั้งจะหนีใครไปได้นอกจาก "ครู" ทั้งที่ครูมีหน้าที่ปฏิบัติการสอน
คน วางแผนจริงๆ ที่ทำให้การศึกษา หลักสูตร ทิศทางการศึกษา เป็นไปในทิศทางใด เดี๋ยวเปลี่ยนเรื่องโน้นเรื่องนี้ นโยบายออกมาเป็นระยะล้วนแล้วแต่นั่งอยู่ในห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ
แต่ แทบไม่มีใครไปแตะต้องพาดพิงถึงว่าวางนโยบายกันอย่างไรการศึกษาจึงไม่สัมฤทธิ ผล สวยงามเหมือนอย่างที่คาดหวังไว้ ถ้าจะตำหนิก็สมควรตำหนิกันมาเป็นลำดับชั้น จนถึงครู จึงจะถือว่ายุติธรรม
การที่มีแนวคิดว่าการศึกษาล้มเหลวเพราะครูนี่แหละ จึงจำเป็นจะต้องตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ผลิตครู
แค่ เริ่มคิดก็จะใช้เงินถึง 2,000 ล้านบาทในการตั้งสถาบัน เงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งคงเป็นค่าอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งใช้เป็นเงินเดือนของบุคลากรที่จะทำงานในหน่วยงานใหม่ ดีไม่ดี 2,000 ล้านบาทในปีแรกอาจแทบไม่ได้ใช้เพื่อพัฒนาครูแต่อย่างใด
หากนำเงิน 2,000 ล้านบาท ไปใช้เพื่อพัฒนาการผลิตครู โดยผ่านสถาบันการศึกษาที่มีอยู่แล้วอย่างดาษดื่นทั่วประเทศหลายสิบแห่ง เงินเหล่านี้น่าจะส่งตรงไปยังกระบวนการผลิตครูได้มากกว่า
นอกจากนี้ การที่จะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพราะเห็นว่าสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีหน้าที่ผลิตครูออกมารับใช้สังคม ยังมีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน แล้วทำอย่างไร
ปล่อยให้ไม่มีคุณภาพต่อไป?
ทำไมไม่ชี้แนะ แนะนำเพื่อให้เกิดการพัฒนาในเมื่อมี สมศ.ทำหน้าที่ประเมินภายนอกอยู่แล้ว ก็ควรประเมิน แล้วชี้แนะว่าควรทำอย่างไรจึงจะสามารถผลิตครูให้มีคุณภาพดีได้
ไม่จำเป็นต้องไปตั้งหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณจำนวนมากในยามที่ประเทศยากจนเช่นนี้
ประการ ต่อมาคุณภาพการศึกษาไทย หรือคุณภาพของเด็กถูกนำมาเชื่อมโยงกับคุณภาพของครู ซึ่งถูกตีค่าว่าครูมีคุณภาพหมายถึงการได้คนเก่งๆ มาเป็นครู เพราะเชื่อว่าครูเก่งจะสามารถสอนให้เด็กเก่งได้
แล้วเคยมีสถาบันวิจัยแห่งใดเคยทำวิจัยแล้วหรือไม่ว่าสมมติฐานนี้เป็นจริงๆ
ถ้า เป็นจริงย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ยากที่จะพัฒนาคุณภาพหรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของเด็ก ด้วยการจ้างสถาบันกวดวิชาที่มีชื่อเสียงที่มีติวเตอร์เก่งๆ มาสอนเด็กที่ไม่เก่งให้เก่งทัดเทียมกับเด็กเก่งได้!! โดยไม่ต้องลงทุนตั้งสองพันล้านบาท แล้วยังไม่รู้ว่าเป้าหมายจะสำเร็จหรือไม่?
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เก่งอย่างเดียวยังไม่เพียงพอกับสังคมไทย คือต้องได้คนดีมาเป็นครูด้วย
บาง ทีเก่งกับดีอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันเสมอไป หรือเก่งแต่ในตำราเรียนอย่างเดียว แต่ไม่สามารถนำความรู้จากทฤษฎีมาปฏิบัติได้จริงเมื่อออกสู่โลกของการทำงาน แล้ว ก็ไม่น่าจะใช้เป้าหมายของการจัดการศึกษามิใช่?
ส่วนในด้านของ การพัฒนาครูที่มีอยู่แล้วกว่า 6 แสนคน การตั้งสถาบันขึ้นมาก็ไม่อาจหวังว่าครูเหล่านี้จะได้รับการพัฒนาในรูปแบบใด เพราะที่ผ่านมาองค์กรที่ทำหน้าที่พัฒนาครูคือใครไม่ชัดเจน
ที่เห็น เป็นรูปธรรมก็น่าจะเป็น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่จัดอบรมให้กับครูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ในหลักสูตรที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน
ส่วน วิชาอื่นๆ การอบรมสัมมนาอย่างเป็นรูปธรรมมีน้อยมาก บางรายการเรื่องที่อบรมน่าสนใจ จัดตามมหาวิทยาลัยบ้าง แต่รับได้ไม่มาก หรืออาจจะเสียค่าลงทะเบียนแพง ทำให้ครูจำนวนหนึ่งเสียโอกาสในการเข้ารับการอบรมและพัฒนา แล้วจะโทษใคร ไม่แคล้วโทษว่าครูไม่รู้จักพัฒนาตนเองอีก ทั้งๆ ที่ควรสำรวจข้อมูลการจัดอบรมสัมมนาเพื่อให้ครูได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปีหนึ่งมีสักกี่ครั้งทั่วถึงหรือไม่
ที่สำคัญน่าสนใจหรือเปล่า หรือแม้แต่คุรุสภาเองก็ต้องทบทวนบทบาทเหมือนกัน ปีหนึ่งๆ ทำอะไรที่เป็นการพัฒนาครู นอกจากทำหน้าที่ออกใบประกอบวิชาชีพครูพร้อมเก็บค่าใบประกอบวิชาชีพจากครู โดยไม่ได้พัฒนาครูและการพัฒนาครูก็ไม่ใช่การออกมาประเมินเพื่อการตัดสิน แต่ควรพัฒนาด้วยการให้ความรู้ แนะนำชี้แนะมากกว่าการจับผิด
การที่ ครูถูกมองว่าไม่มีคุณภาพเพราะสอนแล้วนักเรียนยังได้คะแนนต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะครูสมัยนี้ไม่ได้สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แม้ว่าจะมีโครงการคืนครูให้กับโรงเรียน โดยการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการให้กับโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศก็ตาม เป็นเพียงการลดภาระงานการโต้ตอบหนังสือราชการให้กับครูที่ต้องทำงานธุรการ ให้กับโรงเรียนเท่านั้น
แต่ครูยังมีภาระหน้าที่ที่จะต้องกรอกข้อมูลนั่นนี่ตามที่หน่วยงานเบื้องบนต้องการเก็บข้อมูล
ครู ต้องประชุมเตรียมวางแผนในกิจการต่างๆ ของโรงเรียน เตรียมเอกสารข้อมูลเพื่อการประเมินภายใน ประเมินภายนอก ไปอบรมเพื่อรับฟังนโยบาย เตรียมการประกวดโรงเรียน แข่งขันสารพัดจะแข่งขัน เข้าค่าย พานักเรียนไปทัศนศึกษาตามนโยบายฟรี 15 ปี และปฏิบัติตามนโยบายเร่งด่วนตามแต่จะสั่งลงมา
รวมทั้งการเป็นครูที่ ปรึกษาในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนในความรับผิดชอบจำนวนมาก ครูต้องทั้งกรอกข้อมูลเกี่ยวกับเด็กตามแต่ละหน่วยงานจะขอมา รวมทั้งการเยี่ยมบ้านนักเรียน โดยใช้เวลาหลังเลิกเรียนหรือวันหยุดบ้าง
ซึ่ง นโยบายเยี่ยมบ้านเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่แต่ละโรงเรียนต้องทำ ทำแล้วกระทรวงศึกษาธิการก็ชื่นชม เขตพื้นที่ก็ยินดี มีการถ่ายรูปออกสื่อต่างๆ ของบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวง
แต่หารู้ ไม่ว่าครูแต่ละคนต้องใช้เวลาตอนไหนไปเยี่ยมบ้าน ระยะทางไกลขนาดไหน อันตรายหรือไม่ โดยเฉพาะครูที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปในท้องถิ่นที่ไกลๆ เนื่องจากโรงเรียนมัธยมศึกษานักเรียนมาจากทุกสารทิศ ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจไม่ดี ปัญหายาเสพติดชุกชุม โชคดีที่ยังไม่มีข่าวว่าเกิดเหตุร้ายใดๆ กับครู
กิจกรรมเหล่านี้ล้วน เบียดบังเวลา สมาธิและสติปัญญาที่ควรจะเก็บไว้สำหรับการวางแผนการสอนดูแลแก้ไขพฤติกรรมของ เด็กๆ ให้อยู่ในร่องในรอยที่ควรจะเป็น
อีกทั้งเมื่อโรงเรียนมี กิจกรรมมากมายทั้งภายในและภายนอกที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับการเรียนการสอนในห้อง เรียนแล้ว การให้ความสำคัญของโรงเรียนจำนวนไม่น้อยจึงหันไปให้ความสำคัญกับกิจกรรม อื่นๆ ที่โดดเด่นมากกว่าการสอน
ดังนั้น เมื่อพิจารณาความดีความชอบ ครูที่ตั้งใจสอน แต่มีกิจกรรมอื่นๆ ไม่โดดเด่น ความดีความชอบย่อมไม่เข้าตากรรมการ จึงทำให้ครูส่วนหนึ่งหันเหไปให้ความสำคัญกับกิจกรรมอื่นๆ มากกว่าการสอน ทั้งที่หัวใจสำคัญของการเป็นครูคือการสอน
สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลต่อ คุณภาพของครู หรือส่งผลทำให้ครูดีๆ จำนวนไม่น้อยเกิดความท้อถอยและเหนื่อยหน่ายต่อระบบราชการที่ไม่เอื้อต่อการ พัฒนาทั้งคุณภาพชีวิตครูและเด็กจนต้องยอมแพ้เออร์ลี่ รีไทร์ไปเป็นจำนวนไม่น้อย
การพัฒนาคุณภาพของครูอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งสถาบันอะไรขึ้นมาสักอย่าง แล้วจะสามารถทำให้ครูมีคุณภาพได้
เพราะ สิ่งที่สำคัญคือ ทำอย่างไรครูดีๆ ที่มีอยู่ในจำนวนกว่า 6 แสนคนได้ทำหน้าที่สอนของตนเองให้เต็มความรู้ความสามารถด้วยความสบายใจ จึงต้องสร้างระบบให้คนดีได้รับการดูแลคุ้มครองอย่างยุติธรรม ให้คนดีได้เชื่อมั่นที่จะทำความดีแล้วได้ดี ไม่ใช่ระบบได้ดีเพราะมีพวก ซึ่งเป็นระบบที่บั่นทอนคุณภาพการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
หากไม่อาจทำลายระบบเล่นพรรคเล่นพวกได้ ถึงตั้งสถาบันที่วิเศษขึ้นมาอย่างไร ก็ไม่อาจทำให้การศึกษาของไทยมีคุณภาพได้
นอก จากนี้แนวคิดที่จะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ตั้งแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะปัญหานี้ไม่ใช่พึ่งจะเกิดขึ้น พูดกันมานานแต่ยังคงเป็นปัญหาอยู่
วิธี แก้ที่ง่ายและเฉพาะหน้าสุดคือ แบ่งเงินสองพันล้านบาทส่วนหนึ่งมาเป็นเงินเดือนครู แล้วเรียกบรรจุครูเพิ่มขึ้น เป็นทั้งการแก้ปัญหาขาดแคลนครู และแก้ปัญหาบัณฑิตตกงานที่มีอยู่เกลื่อนกลาด อีกทั้งยังก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นด้วยการลงทุนสร้างอาคารสถานที่สักเท่าไร
ประการ ต่อมาการจะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการผลิตครู เป็นการรวมอำนาจ และให้ความสำคัญกับแนวคิดของคนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่คน จะดีกว่าการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา แล้วให้คิดกันอย่างหลากหลายได้อย่างไร
การที่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ กระจายอยู่ทั่วประเทศตามท้องถิ่นต่างๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏเหล่านี้ย่อมมีความแตกต่างตามแต่ละท้องถิ่น เข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง เมื่อผลิตบัณฑิตออกมาย่อมมีสิ่งโดดเด่นในการรับรู้เข้าใจในสภาพแวดล้อม ประเพณี วัฒนธรรม และสามารถนำภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาผสมผสานกันเป็นองค์ความรู้ นำไปใช้ในการอบรมสั่งสอนให้เด็กของตนมีความรักและความภูมิใจในท้องถิ่นของตน เอง อันเป็นการปลูกฝังให้เด็กเข้าใจในรากเหง้าความมีอัตลักษณ์ของตน ย่อมมีภูมิคุ้มกันในการที่จะอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี
ส่วน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ผลิตบัณฑิตด้านการศึกษา เช่นกัน แต่ละสถาบันเหล่านี้ย่อมมีอัตลักษณ์เป็นของตนเองที่สามารถหล่อหลอมกล่อมเกลา ครูดีๆ เก่งๆ ออกไปรับใช้สังคมรุ่นต่อรุ่น มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ประสบการณ์เหล่านี้ย่อมมีมากกว่าสถาบันที่จะตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าทำแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่
ดังนั้นทำไมรัฐจึง ไม่ส่งเสริมสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีมีคุณภาพยิ่งขึ้น ตรงไหนมีรอยรั่ว มีตำหนิที่ต้องแก้ไขต่อเติมเสริมแต่งให้ดีให้มีคุณภาพก็น่าจะทำ มีของดีอยู่แล้ว ไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์
มัวแต่ฝันลมๆ แล้งๆ กับสิ่งที่ยังมองไม่เห็น แล้วอีกกี่ปีการศึกษาไทยจะวิ่งตามประเทศเพื่อนบ้านที่การศึกษาล้ำหน้ากว่า ประเทศไทยได้ทันเสียที!!
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 7 - วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11546
เปิด "หลุมดำ"ระบบการศึกษาไทย
ความตื่นตัวของทุกภาคส่วนที่เกิดขึ้นหลังผลสำรวจของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ระบุว่า การประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีมากกว่า 20,000 โรง ที่เข้าข่ายไม่ได้มาตรฐาน และมากกว่า 15,000 โรง ที่อยู่ในอาการเข้าขั้นโคม่านั้น จะเรียกว่าตื่นตระหนก หรือเรียกได้ว่าเป็นความห่วงใย หรือตื่นตัวเพื่อนำไปสู่การแก้ไขต่อไป
จะอย่างไรก็แล้วแต่ มาตรฐานการศึกษาที่ว่านี้สามารถนับรวมไปถึงมาตรฐานของนักเรียน ครู และสื่อการเรียนการสอนอีกด้วย แต่เคยตั้งข้อสังเกตบ้างหรือไม่ว่า ผลการประเมินบนแผ่นกระดาษ หรือรายงานเล่มหนาๆ ที่ว่านี้ ได้เคยสำรวจลึกลงไปถึงแก่นของความไม่ได้มาตรฐานของสถานศึกษา หรือสิ่งที่ถูกประเมินเหล่านั้นหรือไม่
รายชื่อโรงเรียนระดับประถมศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นับร้อยๆ แห่งทั่วประเทศ ที่ถูกระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ต้องเดินทางไกลถึงสุดขอบชายแดนของประเทศไทย เพียงแค่สถานศึกษาในจังหวัดใกล้เคียงรอบๆ กรุงเทพมหานคร ที่ทีมงานรายการ "หลุมดำ" เลือกสุ่มเดินทางลงไปในหลายพื้นที่ ได้พูดคุยทั้งครูและเด็ก ทีมงานพบสิ่งที่น่าจะเรียกได้ว่า "ด้อยมาตรฐาน" นั้นมีอยู่จริง และที่มากไปกว่านั้นก็คือ ยังพบสาเหตุที่ทำให้สถานศึกษาเหล่านั้น อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้อีกด้วย
8+7 เท่ากับ 13 คือคำตอบที่ฉะฉานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นี่คือหนึ่งในหลายคำตอบที่ทีมงานได้รับในเช้าวันหนึ่งที่เข้าไปพูดคุยกับบรรดานักเรียนที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำเวรเช้าก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ เด็กๆ ยังสนุกกับการตอบอีกหลายคำถามในทำนองเดียวกันนี้ แม้ว่าพวกเขาต้องตอบคำถามเดียวอยู่หลายครั้ง กว่าจะหาคำตอบที่ถูกต้องได้ในที่สุด นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นค้นหาความไม่ได้มาตรฐาน และเป็นการเริ่มต้นย้อนรอยเส้นทางของผลการประเมินมาตรฐานการศึกษาที่ทำให้สังคมตื่นตระหนกกันอยู่ในขณะนี้เท่านั้น
ถ้าหากการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น คือสิ่งที่จะเป็นวิชาติดตัว และเป็นความคาดหวังให้นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการต้องมีแล้วนั้น ในทุกโรงเรียนที่ทีมงานเดินทางไป กลับพบว่ายังมีสัดส่วนของนักเรียนที่กำลังจะจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ยังอ่านไม่ค่อยออก เขียนไม่ถูกต้อง คิดเลขไม่เป็นนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่จริง
หากจะเทียบสัดส่วนของครู และนักเรียนต่อห้องเรียนนั้น โรงเรียนเหล่านี้แทบไม่มีข้ออ้างใดที่แก้ตัวได้เลย ในเมื่อบางห้องเรียนมีนักเรียนเพียง 6 คน หรือมากที่สุดก็ไม่เกิน 20 คน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ครูหนึ่งคนของสถานศึกษาที่ถูกระบุว่าต่ำกว่ามาตรฐานเหล่านี้ มีหน้าที่มากกว่าสอนหนังสือ พวกเขาเป็นได้ตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงเรียน ฝ่ายธุรการ ฝ่ายการเงิน ภารโรง และครูผู้สอนที่สอนมากกว่าหนึ่งชั้นเรียนในแต่ละวัน หรือมากกว่าหนึ่งชั้นเรียนในหนึ่งชั่วโมง เมื่อสภาพความเป็นจริงเป็นเช่นนี้แล้ว จะคาดหวังในเรื่องของมาตรฐานการศึกษาที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนอย่างที่ตั้งกันไว้ได้อย่างไร
ครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า "สอนชั้น ป.1 และ ป.2 ในชั้นเรียนเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ให้เด็กทั้งสองชั้นเรียนไปพร้อมๆ กัน เด็กไม่สับสน เพราะเนื้อหาของ ป.2 จะลึกกว่า ป.1 เช่น ให้เด็กวาดรูป ของ ป.1 ก็ให้หัวข้อบ้านของเรา ส่วน ป.2 ก็สังคมของเรา ที่ต้องทำแบบนี้เพราะครูเราไม่พอ ไม่พอมาหลายปีแล้วด้วย"
ครูอีกคนของโรงเรียนใน จ.ฉะเชิงเทรา บอกว่า "จบคอมพิวเตอร์ แต่ต้องมาสอนเด็กอนุบาล ก็ต้องมีการปรับตัวเรียนรู้ธรรมชาติของเด็กเล็ก เวลาที่เด็กนอนก็ไปสอนคอมพิวเตอร์" ครูอีกคนหนึ่งจากโรงเรียนเดียวกัน เสริมว่า "งานที่ต้องทำมากกว่างานสอน นี่ต้องทำงานสหกรณ์ด้วย เป็นคนขาย ทำบัญชี เปิดปิดประตู จัดเรียงสินค้า และหาซื้อสินค้ามาขายในสหกรณ์ด้วย ที่เหลือคือเวลาของการสอนหนังสือ"
"นี่ถ้าหากมีโครงการ early retired อีกรอบจะสมัครเข้าโครงการ ไม่ใช่ว่าอยากทิ้งงานสอนไปนะ แต่เพราะทนระบบไม่ไหว ระบบไม่เอื้ออะไรให้ครูได้ทำงานอย่างเต็มที่เลย ทุกวันนี้นะงานเอกสารเยอะมาก ต้องทำแผนการสอนเป็นรายงาน ทุกอย่างต้องลงในกระดาษ เพราะเบื้องบนเขาอยากได้แบบนั้น
เมื่อเขามาประเมินก็ดูจากกระดาษจากรายการงานสอนที่เราทำ ถามคำถามกับเด็กๆ บ้าง ก็แค่นั้น แต่งานครูนั้นมากกว่าสอนหนังสือ ครูคนหนึ่งทำทุกอย่าง สอนทุกวิชา จะเอาเวลาที่ไหนทำแผนการสอนได้ตลอดเวลา เด็กแต่ละคนก็ต้องให้ความดูแลไม่เท่ากัน บางคนอ่อนก็ต้องสอนเพิ่ม แต่วันหนึ่งๆ เราสอนเต็มทั้งวัน แล้วจะเอาเวลาที่ไหนดูแลเด็กเต็มที่ ดูแล้วหนทางมันมืดมนมากๆ" ครูคนหนึ่งระบายกับทีมงานอย่างหมดใจ
ถ้าหากจะถามผู้บริหารโรงเรียนในฐานะที่ไม่สามารถนำพาสถานศึกษาผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไปได้ว่ารู้สึกอย่างไรกับผลประเมินนี้ คำตอบที่ได้รับก็ไม่ต่างจากครูน้อยทั้งหลาย ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งของ จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า "ผมเฉยๆ ผมรู้ตัวผมทำเต็มที่แล้ว ต้องปลง และปลอบใจตัวเอง เพราะเขาไม่เคยมาดูปัญหาอย่างแท้จริง โรงเรียนผมถูกตัดตำแหน่งครูมาหลายปีแล้ว ครูคนหนึ่งต้องทำงานหลายอย่าง งบประมาณเรื่องสื่อการสอนก็ไม่พอ โรงเรียนต้องพึ่งชุมชน แล้วดูชุมชนรอบๆ โรงเรียน เขาจะเอาที่ไหนมาช่วยโรงเรียน ลำพังดูแลครอบครัวตัวเองก็จะแย่แล้ว ไม่เหมือนชุมชน หรือผู้ปกครองโรงเรียนในเมือง"
"เกณฑ์ที่เขาสร้างมาประเมินจะเอามาใช้กับโรงเรียนบ้านนอกไม่ได้หรอก เกณฑ์แบบนั้นควรใช้กับเด็กโรงเรียนสาธิตโน่น ไม่ใช่เด็กบ้านนอกแบบนี้ อย่างโรงเรียนของเราผ่านแค่ 70% ก็ดีแล้ว เมื่อก่อนยังมีระบบให้เด็กซ้ำชั้นเรียนได้ ถ้าเขาไม่ผ่านจริงๆ แต่เมื่อกระทรวงบอกว่าไม่ให้ซ้ำชั้น ก็ต้องให้ผ่านไป แต่คนเรียนเก่งก็ใช่ว่าเขาจะออกไปประกอบอาชีพได้ดี หรือบางคนเข้าเรียนชั้นประถม ก็เพราะเป็นการศึกษาภาคบังคับ จบ ป.6 แล้วก็แล้วกัน ไม่ได้เรียนต่อ" นี่คือความเห็นของครูน้อยอีกคนหนึ่ง
ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่พบนั่นก็คือ สังคม และครอบครัวของเด็กๆ ในสถานศึกษาเหล่านี้ เป็นสังคมของคนหาเช้ากินค่ำ ผู้ขายแรงงาน พ่อติดเหล้า แม่ไม่มี ฯลฯ เพราะฉะนั้น จะคาดหวังให้เกิดความดูแลเอาใจใส่เด็กๆ หลังเลิกเรียน คงเป็นเรื่องยาก เด็กๆ ที่เข้าข่ายอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้จำนวนหนึ่งที่ทีมงานรายการ "หลุมดำ" ได้ติดตามไปถึงบ้าน สภาพครอบครัวไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ แต่จะแปลกอะไร ถ้าหากว่าพวกเขาก็ไม่ได้คิดจะเอาดีทางการเรียน หรืออีกมุมหนึ่ง นั่นก็คือ พวกเขาคงไม่มีโอกาสจะได้เรียนสูงมากไปกว่าระดับประถมศึกษาก็แค่นั้น
บ่อยครั้งที่เรามักเปรียบครูเป็นเหมือนเรือจ้างที่มีหน้าที่ต้องพายส่งผู้โดยสารให้ถึงฝั่งอย่างปลอดภัย แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากว่าเรือหลายลำ ต้องแบกภาระ และความรับผิดชอบมากเกินที่จะบรรทุกไหว วันนี้ ระบบการศึกษาไทย ถูกระบุว่า อยู่ในสภาวะของความป่วยไข้ นั่นอาจตีความได้คล้ายๆ กับว่า เมื่อคนเราป่วยไข้ ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษา หรือให้ยาที่ตรงกับความเจ็บป่วยนั้นๆ
หากเปรียบระบบการศึกษาไทยเป็นเหมือนผู้ป่วย ที่พบความบกพร่องในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทั้งขาดแคลนครูผู้สอน หรือครูที่มีอยู่ก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือเป็นเพราะว่าภาระหน้าที่ที่ครูหนึ่งคนต้องรับผิดชอบนั้น มากเกินไป
มากไปกว่านี้ยังพบว่า ผลผลิตของระบบการศึกษาในระดับประถมจำนวนหนึ่ง อยู่ในเกณฑ์อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ขณะที่ครูอีกจำนวนไม่น้อย พร้อมสมัครใจเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพราะทนแรงกดดันในระบบไม่ไหว
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากคนไข้ที่ชื่อว่า "การศึกษาไทย" ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อะไรคือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ถ้าหากไม่ใช่เยาวชนตาดำๆ ของสังคมไทย ซึ่งอาจจะกลายเป็นผลผลิตที่ด้อยคุณภาพในอนาคตในที่สุด
จะอย่างไรก็แล้วแต่ มาตรฐานการศึกษาที่ว่านี้สามารถนับรวมไปถึงมาตรฐานของนักเรียน ครู และสื่อการเรียนการสอนอีกด้วย แต่เคยตั้งข้อสังเกตบ้างหรือไม่ว่า ผลการประเมินบนแผ่นกระดาษ หรือรายงานเล่มหนาๆ ที่ว่านี้ ได้เคยสำรวจลึกลงไปถึงแก่นของความไม่ได้มาตรฐานของสถานศึกษา หรือสิ่งที่ถูกประเมินเหล่านั้นหรือไม่
รายชื่อโรงเรียนระดับประถมศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นับร้อยๆ แห่งทั่วประเทศ ที่ถูกระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ต้องเดินทางไกลถึงสุดขอบชายแดนของประเทศไทย เพียงแค่สถานศึกษาในจังหวัดใกล้เคียงรอบๆ กรุงเทพมหานคร ที่ทีมงานรายการ "หลุมดำ" เลือกสุ่มเดินทางลงไปในหลายพื้นที่ ได้พูดคุยทั้งครูและเด็ก ทีมงานพบสิ่งที่น่าจะเรียกได้ว่า "ด้อยมาตรฐาน" นั้นมีอยู่จริง และที่มากไปกว่านั้นก็คือ ยังพบสาเหตุที่ทำให้สถานศึกษาเหล่านั้น อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้อีกด้วย
8+7 เท่ากับ 13 คือคำตอบที่ฉะฉานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นี่คือหนึ่งในหลายคำตอบที่ทีมงานได้รับในเช้าวันหนึ่งที่เข้าไปพูดคุยกับบรรดานักเรียนที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำเวรเช้าก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ เด็กๆ ยังสนุกกับการตอบอีกหลายคำถามในทำนองเดียวกันนี้ แม้ว่าพวกเขาต้องตอบคำถามเดียวอยู่หลายครั้ง กว่าจะหาคำตอบที่ถูกต้องได้ในที่สุด นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นค้นหาความไม่ได้มาตรฐาน และเป็นการเริ่มต้นย้อนรอยเส้นทางของผลการประเมินมาตรฐานการศึกษาที่ทำให้สังคมตื่นตระหนกกันอยู่ในขณะนี้เท่านั้น
ถ้าหากการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น คือสิ่งที่จะเป็นวิชาติดตัว และเป็นความคาดหวังให้นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการต้องมีแล้วนั้น ในทุกโรงเรียนที่ทีมงานเดินทางไป กลับพบว่ายังมีสัดส่วนของนักเรียนที่กำลังจะจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ยังอ่านไม่ค่อยออก เขียนไม่ถูกต้อง คิดเลขไม่เป็นนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่จริง
หากจะเทียบสัดส่วนของครู และนักเรียนต่อห้องเรียนนั้น โรงเรียนเหล่านี้แทบไม่มีข้ออ้างใดที่แก้ตัวได้เลย ในเมื่อบางห้องเรียนมีนักเรียนเพียง 6 คน หรือมากที่สุดก็ไม่เกิน 20 คน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ครูหนึ่งคนของสถานศึกษาที่ถูกระบุว่าต่ำกว่ามาตรฐานเหล่านี้ มีหน้าที่มากกว่าสอนหนังสือ พวกเขาเป็นได้ตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงเรียน ฝ่ายธุรการ ฝ่ายการเงิน ภารโรง และครูผู้สอนที่สอนมากกว่าหนึ่งชั้นเรียนในแต่ละวัน หรือมากกว่าหนึ่งชั้นเรียนในหนึ่งชั่วโมง เมื่อสภาพความเป็นจริงเป็นเช่นนี้แล้ว จะคาดหวังในเรื่องของมาตรฐานการศึกษาที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนอย่างที่ตั้งกันไว้ได้อย่างไร
ครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า "สอนชั้น ป.1 และ ป.2 ในชั้นเรียนเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ให้เด็กทั้งสองชั้นเรียนไปพร้อมๆ กัน เด็กไม่สับสน เพราะเนื้อหาของ ป.2 จะลึกกว่า ป.1 เช่น ให้เด็กวาดรูป ของ ป.1 ก็ให้หัวข้อบ้านของเรา ส่วน ป.2 ก็สังคมของเรา ที่ต้องทำแบบนี้เพราะครูเราไม่พอ ไม่พอมาหลายปีแล้วด้วย"
ครูอีกคนของโรงเรียนใน จ.ฉะเชิงเทรา บอกว่า "จบคอมพิวเตอร์ แต่ต้องมาสอนเด็กอนุบาล ก็ต้องมีการปรับตัวเรียนรู้ธรรมชาติของเด็กเล็ก เวลาที่เด็กนอนก็ไปสอนคอมพิวเตอร์" ครูอีกคนหนึ่งจากโรงเรียนเดียวกัน เสริมว่า "งานที่ต้องทำมากกว่างานสอน นี่ต้องทำงานสหกรณ์ด้วย เป็นคนขาย ทำบัญชี เปิดปิดประตู จัดเรียงสินค้า และหาซื้อสินค้ามาขายในสหกรณ์ด้วย ที่เหลือคือเวลาของการสอนหนังสือ"
"นี่ถ้าหากมีโครงการ early retired อีกรอบจะสมัครเข้าโครงการ ไม่ใช่ว่าอยากทิ้งงานสอนไปนะ แต่เพราะทนระบบไม่ไหว ระบบไม่เอื้ออะไรให้ครูได้ทำงานอย่างเต็มที่เลย ทุกวันนี้นะงานเอกสารเยอะมาก ต้องทำแผนการสอนเป็นรายงาน ทุกอย่างต้องลงในกระดาษ เพราะเบื้องบนเขาอยากได้แบบนั้น
เมื่อเขามาประเมินก็ดูจากกระดาษจากรายการงานสอนที่เราทำ ถามคำถามกับเด็กๆ บ้าง ก็แค่นั้น แต่งานครูนั้นมากกว่าสอนหนังสือ ครูคนหนึ่งทำทุกอย่าง สอนทุกวิชา จะเอาเวลาที่ไหนทำแผนการสอนได้ตลอดเวลา เด็กแต่ละคนก็ต้องให้ความดูแลไม่เท่ากัน บางคนอ่อนก็ต้องสอนเพิ่ม แต่วันหนึ่งๆ เราสอนเต็มทั้งวัน แล้วจะเอาเวลาที่ไหนดูแลเด็กเต็มที่ ดูแล้วหนทางมันมืดมนมากๆ" ครูคนหนึ่งระบายกับทีมงานอย่างหมดใจ
ถ้าหากจะถามผู้บริหารโรงเรียนในฐานะที่ไม่สามารถนำพาสถานศึกษาผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไปได้ว่ารู้สึกอย่างไรกับผลประเมินนี้ คำตอบที่ได้รับก็ไม่ต่างจากครูน้อยทั้งหลาย ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งของ จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า "ผมเฉยๆ ผมรู้ตัวผมทำเต็มที่แล้ว ต้องปลง และปลอบใจตัวเอง เพราะเขาไม่เคยมาดูปัญหาอย่างแท้จริง โรงเรียนผมถูกตัดตำแหน่งครูมาหลายปีแล้ว ครูคนหนึ่งต้องทำงานหลายอย่าง งบประมาณเรื่องสื่อการสอนก็ไม่พอ โรงเรียนต้องพึ่งชุมชน แล้วดูชุมชนรอบๆ โรงเรียน เขาจะเอาที่ไหนมาช่วยโรงเรียน ลำพังดูแลครอบครัวตัวเองก็จะแย่แล้ว ไม่เหมือนชุมชน หรือผู้ปกครองโรงเรียนในเมือง"
"เกณฑ์ที่เขาสร้างมาประเมินจะเอามาใช้กับโรงเรียนบ้านนอกไม่ได้หรอก เกณฑ์แบบนั้นควรใช้กับเด็กโรงเรียนสาธิตโน่น ไม่ใช่เด็กบ้านนอกแบบนี้ อย่างโรงเรียนของเราผ่านแค่ 70% ก็ดีแล้ว เมื่อก่อนยังมีระบบให้เด็กซ้ำชั้นเรียนได้ ถ้าเขาไม่ผ่านจริงๆ แต่เมื่อกระทรวงบอกว่าไม่ให้ซ้ำชั้น ก็ต้องให้ผ่านไป แต่คนเรียนเก่งก็ใช่ว่าเขาจะออกไปประกอบอาชีพได้ดี หรือบางคนเข้าเรียนชั้นประถม ก็เพราะเป็นการศึกษาภาคบังคับ จบ ป.6 แล้วก็แล้วกัน ไม่ได้เรียนต่อ" นี่คือความเห็นของครูน้อยอีกคนหนึ่ง
ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่พบนั่นก็คือ สังคม และครอบครัวของเด็กๆ ในสถานศึกษาเหล่านี้ เป็นสังคมของคนหาเช้ากินค่ำ ผู้ขายแรงงาน พ่อติดเหล้า แม่ไม่มี ฯลฯ เพราะฉะนั้น จะคาดหวังให้เกิดความดูแลเอาใจใส่เด็กๆ หลังเลิกเรียน คงเป็นเรื่องยาก เด็กๆ ที่เข้าข่ายอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้จำนวนหนึ่งที่ทีมงานรายการ "หลุมดำ" ได้ติดตามไปถึงบ้าน สภาพครอบครัวไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ แต่จะแปลกอะไร ถ้าหากว่าพวกเขาก็ไม่ได้คิดจะเอาดีทางการเรียน หรืออีกมุมหนึ่ง นั่นก็คือ พวกเขาคงไม่มีโอกาสจะได้เรียนสูงมากไปกว่าระดับประถมศึกษาก็แค่นั้น
บ่อยครั้งที่เรามักเปรียบครูเป็นเหมือนเรือจ้างที่มีหน้าที่ต้องพายส่งผู้โดยสารให้ถึงฝั่งอย่างปลอดภัย แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากว่าเรือหลายลำ ต้องแบกภาระ และความรับผิดชอบมากเกินที่จะบรรทุกไหว วันนี้ ระบบการศึกษาไทย ถูกระบุว่า อยู่ในสภาวะของความป่วยไข้ นั่นอาจตีความได้คล้ายๆ กับว่า เมื่อคนเราป่วยไข้ ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษา หรือให้ยาที่ตรงกับความเจ็บป่วยนั้นๆ
หากเปรียบระบบการศึกษาไทยเป็นเหมือนผู้ป่วย ที่พบความบกพร่องในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทั้งขาดแคลนครูผู้สอน หรือครูที่มีอยู่ก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือเป็นเพราะว่าภาระหน้าที่ที่ครูหนึ่งคนต้องรับผิดชอบนั้น มากเกินไป
มากไปกว่านี้ยังพบว่า ผลผลิตของระบบการศึกษาในระดับประถมจำนวนหนึ่ง อยู่ในเกณฑ์อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ขณะที่ครูอีกจำนวนไม่น้อย พร้อมสมัครใจเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพราะทนแรงกดดันในระบบไม่ไหว
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากคนไข้ที่ชื่อว่า "การศึกษาไทย" ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อะไรคือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ถ้าหากไม่ใช่เยาวชนตาดำๆ ของสังคมไทย ซึ่งอาจจะกลายเป็นผลผลิตที่ด้อยคุณภาพในอนาคตในที่สุด
