ความตื่นตัวของทุกภาคส่วนที่เกิดขึ้นหลังผลสำรวจของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ระบุว่า การประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีมากกว่า 20,000 โรง ที่เข้าข่ายไม่ได้มาตรฐาน และมากกว่า 15,000 โรง ที่อยู่ในอาการเข้าขั้นโคม่านั้น จะเรียกว่าตื่นตระหนก หรือเรียกได้ว่าเป็นความห่วงใย หรือตื่นตัวเพื่อนำไปสู่การแก้ไขต่อไป
จะอย่างไรก็แล้วแต่ มาตรฐานการศึกษาที่ว่านี้สามารถนับรวมไปถึงมาตรฐานของนักเรียน ครู และสื่อการเรียนการสอนอีกด้วย แต่เคยตั้งข้อสังเกตบ้างหรือไม่ว่า ผลการประเมินบนแผ่นกระดาษ หรือรายงานเล่มหนาๆ ที่ว่านี้ ได้เคยสำรวจลึกลงไปถึงแก่นของความไม่ได้มาตรฐานของสถานศึกษา หรือสิ่งที่ถูกประเมินเหล่านั้นหรือไม่
รายชื่อโรงเรียนระดับประถมศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นับร้อยๆ แห่งทั่วประเทศ ที่ถูกระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ต้องเดินทางไกลถึงสุดขอบชายแดนของประเทศไทย เพียงแค่สถานศึกษาในจังหวัดใกล้เคียงรอบๆ กรุงเทพมหานคร ที่ทีมงานรายการ "หลุมดำ" เลือกสุ่มเดินทางลงไปในหลายพื้นที่ ได้พูดคุยทั้งครูและเด็ก ทีมงานพบสิ่งที่น่าจะเรียกได้ว่า "ด้อยมาตรฐาน" นั้นมีอยู่จริง และที่มากไปกว่านั้นก็คือ ยังพบสาเหตุที่ทำให้สถานศึกษาเหล่านั้น อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้อีกด้วย
8+7 เท่ากับ 13 คือคำตอบที่ฉะฉานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นี่คือหนึ่งในหลายคำตอบที่ทีมงานได้รับในเช้าวันหนึ่งที่เข้าไปพูดคุยกับบรรดานักเรียนที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำเวรเช้าก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ เด็กๆ ยังสนุกกับการตอบอีกหลายคำถามในทำนองเดียวกันนี้ แม้ว่าพวกเขาต้องตอบคำถามเดียวอยู่หลายครั้ง กว่าจะหาคำตอบที่ถูกต้องได้ในที่สุด นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นค้นหาความไม่ได้มาตรฐาน และเป็นการเริ่มต้นย้อนรอยเส้นทางของผลการประเมินมาตรฐานการศึกษาที่ทำให้สังคมตื่นตระหนกกันอยู่ในขณะนี้เท่านั้น
ถ้าหากการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น คือสิ่งที่จะเป็นวิชาติดตัว และเป็นความคาดหวังให้นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการต้องมีแล้วนั้น ในทุกโรงเรียนที่ทีมงานเดินทางไป กลับพบว่ายังมีสัดส่วนของนักเรียนที่กำลังจะจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ยังอ่านไม่ค่อยออก เขียนไม่ถูกต้อง คิดเลขไม่เป็นนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่จริง
หากจะเทียบสัดส่วนของครู และนักเรียนต่อห้องเรียนนั้น โรงเรียนเหล่านี้แทบไม่มีข้ออ้างใดที่แก้ตัวได้เลย ในเมื่อบางห้องเรียนมีนักเรียนเพียง 6 คน หรือมากที่สุดก็ไม่เกิน 20 คน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ครูหนึ่งคนของสถานศึกษาที่ถูกระบุว่าต่ำกว่ามาตรฐานเหล่านี้ มีหน้าที่มากกว่าสอนหนังสือ พวกเขาเป็นได้ตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงเรียน ฝ่ายธุรการ ฝ่ายการเงิน ภารโรง และครูผู้สอนที่สอนมากกว่าหนึ่งชั้นเรียนในแต่ละวัน หรือมากกว่าหนึ่งชั้นเรียนในหนึ่งชั่วโมง เมื่อสภาพความเป็นจริงเป็นเช่นนี้แล้ว จะคาดหวังในเรื่องของมาตรฐานการศึกษาที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนอย่างที่ตั้งกันไว้ได้อย่างไร
ครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า "สอนชั้น ป.1 และ ป.2 ในชั้นเรียนเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ให้เด็กทั้งสองชั้นเรียนไปพร้อมๆ กัน เด็กไม่สับสน เพราะเนื้อหาของ ป.2 จะลึกกว่า ป.1 เช่น ให้เด็กวาดรูป ของ ป.1 ก็ให้หัวข้อบ้านของเรา ส่วน ป.2 ก็สังคมของเรา ที่ต้องทำแบบนี้เพราะครูเราไม่พอ ไม่พอมาหลายปีแล้วด้วย"
ครูอีกคนของโรงเรียนใน จ.ฉะเชิงเทรา บอกว่า "จบคอมพิวเตอร์ แต่ต้องมาสอนเด็กอนุบาล ก็ต้องมีการปรับตัวเรียนรู้ธรรมชาติของเด็กเล็ก เวลาที่เด็กนอนก็ไปสอนคอมพิวเตอร์" ครูอีกคนหนึ่งจากโรงเรียนเดียวกัน เสริมว่า "งานที่ต้องทำมากกว่างานสอน นี่ต้องทำงานสหกรณ์ด้วย เป็นคนขาย ทำบัญชี เปิดปิดประตู จัดเรียงสินค้า และหาซื้อสินค้ามาขายในสหกรณ์ด้วย ที่เหลือคือเวลาของการสอนหนังสือ"
"นี่ถ้าหากมีโครงการ early retired อีกรอบจะสมัครเข้าโครงการ ไม่ใช่ว่าอยากทิ้งงานสอนไปนะ แต่เพราะทนระบบไม่ไหว ระบบไม่เอื้ออะไรให้ครูได้ทำงานอย่างเต็มที่เลย ทุกวันนี้นะงานเอกสารเยอะมาก ต้องทำแผนการสอนเป็นรายงาน ทุกอย่างต้องลงในกระดาษ เพราะเบื้องบนเขาอยากได้แบบนั้น
เมื่อเขามาประเมินก็ดูจากกระดาษจากรายการงานสอนที่เราทำ ถามคำถามกับเด็กๆ บ้าง ก็แค่นั้น แต่งานครูนั้นมากกว่าสอนหนังสือ ครูคนหนึ่งทำทุกอย่าง สอนทุกวิชา จะเอาเวลาที่ไหนทำแผนการสอนได้ตลอดเวลา เด็กแต่ละคนก็ต้องให้ความดูแลไม่เท่ากัน บางคนอ่อนก็ต้องสอนเพิ่ม แต่วันหนึ่งๆ เราสอนเต็มทั้งวัน แล้วจะเอาเวลาที่ไหนดูแลเด็กเต็มที่ ดูแล้วหนทางมันมืดมนมากๆ" ครูคนหนึ่งระบายกับทีมงานอย่างหมดใจ
ถ้าหากจะถามผู้บริหารโรงเรียนในฐานะที่ไม่สามารถนำพาสถานศึกษาผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไปได้ว่ารู้สึกอย่างไรกับผลประเมินนี้ คำตอบที่ได้รับก็ไม่ต่างจากครูน้อยทั้งหลาย ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งของ จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า "ผมเฉยๆ ผมรู้ตัวผมทำเต็มที่แล้ว ต้องปลง และปลอบใจตัวเอง เพราะเขาไม่เคยมาดูปัญหาอย่างแท้จริง โรงเรียนผมถูกตัดตำแหน่งครูมาหลายปีแล้ว ครูคนหนึ่งต้องทำงานหลายอย่าง งบประมาณเรื่องสื่อการสอนก็ไม่พอ โรงเรียนต้องพึ่งชุมชน แล้วดูชุมชนรอบๆ โรงเรียน เขาจะเอาที่ไหนมาช่วยโรงเรียน ลำพังดูแลครอบครัวตัวเองก็จะแย่แล้ว ไม่เหมือนชุมชน หรือผู้ปกครองโรงเรียนในเมือง"
"เกณฑ์ที่เขาสร้างมาประเมินจะเอามาใช้กับโรงเรียนบ้านนอกไม่ได้หรอก เกณฑ์แบบนั้นควรใช้กับเด็กโรงเรียนสาธิตโน่น ไม่ใช่เด็กบ้านนอกแบบนี้ อย่างโรงเรียนของเราผ่านแค่ 70% ก็ดีแล้ว เมื่อก่อนยังมีระบบให้เด็กซ้ำชั้นเรียนได้ ถ้าเขาไม่ผ่านจริงๆ แต่เมื่อกระทรวงบอกว่าไม่ให้ซ้ำชั้น ก็ต้องให้ผ่านไป แต่คนเรียนเก่งก็ใช่ว่าเขาจะออกไปประกอบอาชีพได้ดี หรือบางคนเข้าเรียนชั้นประถม ก็เพราะเป็นการศึกษาภาคบังคับ จบ ป.6 แล้วก็แล้วกัน ไม่ได้เรียนต่อ" นี่คือความเห็นของครูน้อยอีกคนหนึ่ง
ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่พบนั่นก็คือ สังคม และครอบครัวของเด็กๆ ในสถานศึกษาเหล่านี้ เป็นสังคมของคนหาเช้ากินค่ำ ผู้ขายแรงงาน พ่อติดเหล้า แม่ไม่มี ฯลฯ เพราะฉะนั้น จะคาดหวังให้เกิดความดูแลเอาใจใส่เด็กๆ หลังเลิกเรียน คงเป็นเรื่องยาก เด็กๆ ที่เข้าข่ายอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้จำนวนหนึ่งที่ทีมงานรายการ "หลุมดำ" ได้ติดตามไปถึงบ้าน สภาพครอบครัวไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ แต่จะแปลกอะไร ถ้าหากว่าพวกเขาก็ไม่ได้คิดจะเอาดีทางการเรียน หรืออีกมุมหนึ่ง นั่นก็คือ พวกเขาคงไม่มีโอกาสจะได้เรียนสูงมากไปกว่าระดับประถมศึกษาก็แค่นั้น
บ่อยครั้งที่เรามักเปรียบครูเป็นเหมือนเรือจ้างที่มีหน้าที่ต้องพายส่งผู้โดยสารให้ถึงฝั่งอย่างปลอดภัย แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากว่าเรือหลายลำ ต้องแบกภาระ และความรับผิดชอบมากเกินที่จะบรรทุกไหว วันนี้ ระบบการศึกษาไทย ถูกระบุว่า อยู่ในสภาวะของความป่วยไข้ นั่นอาจตีความได้คล้ายๆ กับว่า เมื่อคนเราป่วยไข้ ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษา หรือให้ยาที่ตรงกับความเจ็บป่วยนั้นๆ
หากเปรียบระบบการศึกษาไทยเป็นเหมือนผู้ป่วย ที่พบความบกพร่องในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทั้งขาดแคลนครูผู้สอน หรือครูที่มีอยู่ก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือเป็นเพราะว่าภาระหน้าที่ที่ครูหนึ่งคนต้องรับผิดชอบนั้น มากเกินไป
มากไปกว่านี้ยังพบว่า ผลผลิตของระบบการศึกษาในระดับประถมจำนวนหนึ่ง อยู่ในเกณฑ์อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ขณะที่ครูอีกจำนวนไม่น้อย พร้อมสมัครใจเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพราะทนแรงกดดันในระบบไม่ไหว
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากคนไข้ที่ชื่อว่า "การศึกษาไทย" ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อะไรคือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ถ้าหากไม่ใช่เยาวชนตาดำๆ ของสังคมไทย ซึ่งอาจจะกลายเป็นผลผลิตที่ด้อยคุณภาพในอนาคตในที่สุด

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น