วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553
การศึกษาที่ไม่มีการเรียนรู้
เมื่อ ถึงเวลาปิดภาคเรียนกลางหรือปิดภาคเรียนฤดูร้อน นักเรียนที่เป็นลูกชนชั้นกลางจะต้องไปเรียนพิเศษทุกคน ยกเว้นนักเรียนจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่ ไม่ต้องไปเรียน แต่นอกจากนี้แล้วล้วนต้องเรียนพิเศษทั้งสิ้น ว่ากันว่าคณาจารย์ของสองโรงเรียนที่เอ่ยชื่อข้างต้นสอนเก่ง และสอนรู้เรื่องเท่าๆ กับสถาบันกวดวิชา
สื่อมวลชนไม่ควรสนใจเด็ก เรียนเก่งมากจนเกินไป ควรช่วยกันหันมาให้ความสนใจเด็กอีกร้อยละเก้าสิบเก้า รวมทั้งพ่อแม่ที่กำลังเป็นทุกข์จากการศึกษาของแผ่นดินมากกว่า
เด็ก ต่างจังหวัดมักไปสุมหัวกันที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งของจังหวัดที่มีสถาบันกวด วิชาเคมี ฟิสิกส์ ชีวะ สังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษไปรวมตัวกัน ที่กรุงเทพมหานครจะไปรวมตัวกันที่อาคารวรรณสรณ์ สี่แยกศรีอยุธยา
นี่ กล่าวเฉพาะบ้านที่สู้ค่าใช้จ่ายไหวหรือสู้ไม่ไหวก็ต้องไหวเพราะเป็นหนทาง เดียวที่ลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ค่าเล่าเรียนประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อ 2-5 คอร์ส ค่าหอพักเดือนละ 10,000-40,000 บาทต่อ 2 เดือน ไม่รวมค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าสันทนาการของเด็กๆ หากเป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อยู่แล้ว เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ โคราช ขอนแก่น ก็สามารถเรียนเสาร์อาทิตย์หรือตอนเย็นได้ด้วย แต่ถ้าเป็นจังหวัดระดับรองก็จะไม่มีที่เรียนแม้อยากเรียนจนกว่าจะถึงเวลาปิด เทอม
อาคารวรรณสรณ์เป็นแหล่งรวมนักเรียนวัยรุ่นที่คึกคัก ความสูงกว่ายี่สิบชั้นมีบันไดเลื่อน ลิฟต์ และแอร์คอนดิชั่นทั้งหลัง มีร้านอาหาร ไอศครีม ร้านหนังสือ และธนาคารพร้อม ตรงข้ามอาคารคือโรงเรียนภาษาอังกฤษครูสมศรี หากเดินไปทางเซ็นจูรี่ปาร์คจะมีสถาบันดาวองซ์และอีกบางสถาบัน ที่สยามสแควร์ก็ยังมีบางสถาบันตั้งอยู่ นักเรียนชนชั้นกลางของประเทศไทยใช้ชีวิตบริเวณนี้ ทั้งเรียน กินข้าว เดินเที่ยว ช็อปปิ้ง ดูหนัง กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ใครๆ ก็อยากไปใช้ชีวิตเรียนพิเศษแถวนี้สักครั้ง
ทั้งนี้ ยังไม่นับว่าคุณครูแต่ละสถาบันได้รับคำชื่นชมจากนักเรียนว่ามีจิตวิญญาณความ เป็นครู ตั้งใจสอน ตั้งใจตอบคำถาม มีเมตตา และบางท่านมีปรัชญาส่วนตัวว่าจะไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง
ทั้งหมด นี้เป็นส่วนประกอบหลักของการศึกษาของชาติ ที่ชนชั้นกลางตกลงกติกากันได้และอยู่ร่วมกันได้ ภาพเด็กๆ แห่ลงจากรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีพญาไทหรือข้ามถนนครั้งละเป็นร้อยๆ ภาพเด็กๆ เข้าแถวรอขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดูน่าชื่นใจ แต่ถ้าสังเกตใบหน้าของแต่ละคนจะพบว่าไม่สดชื่นตามกิริยาที่แสดงออก ส่วนใหญ่กังวล เป็นทุกข์ ไม่รู้อนาคต หากไปยืนดูใบหน้าของผู้ปกครองที่ขับรถมารอรับตอนค่ำจะพบว่าหม่นหมองยิ่งกว่า สาเหตุเพราะทั้งหมดมาเพื่อเอาชนะกัน แย่งที่นั่งในมหาวิทยาลัยตามคณะที่ตนเองคิดว่า "สงสัยจะชอบ" ทุกคนรอบตัวที่แท้แล้วเป็นคู่แข่ง
อันที่จริงความรู้สึกว่าคนรอบข้าง เป็นคู่แข่งนั้นระบาดไปถึงคนเป็นพ่อแม่ด้วย พ่อแม่หลายคู่ไม่บอกพ่อแม่ของเพื่อนเวลาพบครูดีๆ หรือหลักสูตรดีๆ หรือทุนการศึกษาดีๆ การลงทะเบียนเรียนที่ธนาคารกรุงไทยมีบรรยากาศของการแย่งชิงในหมู่พ่อแม่
ทั้งหมดนี้ก็ด้วยความรักลูกของตัว
อะไร ที่เราเห็นตามแหล่งรวมสถาบันกวดวิชาคือการศึกษาของชาติ น่าเสียดายที่ขาดแรงจูงใจที่เหมาะสม เยาวชนมาเรียนเพียงเพราะจะหาที่นั่งหาอนาคตที่น่าจะสดใส แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่มีระบบที่ช่วยให้นักเรียนรู้ว่าตนเองชอบอะไรอย่างแท้ จริง การศึกษาจึงว่างเปล่าทั้งเนื้อหาทั้งใบหน้าและอนาคต
เรื่องใหญ่ที่สุดคือเป็นการศึกษาที่ไม่มีการเรียนรู้
คณะ แพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นคณะแพทย์แห่งแรกที่เปิดรับตรงโดยจัดสอบใน เดือนกันยายนก่อนการปิดภาคเรียนตุลาคม นักเรียนมัธยมปีที่หกที่ต้องการเข้าแข่งขันคณะแพทย์นี้ต้องเรียนทุกอย่างให้ จบตั้งแต่ก่อนเดือนกันยายน จึงมีแต่เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนกวดวิชาที่พอจะลง สนามสอบสู้ได้ อย่างไรก็ตาม เด็กเหล่านี้ถูกเคี่ยวเข็ญหรือเคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนักเพื่อเรียนทั้งหมด ให้จบในเวลากระชั้น ทำให้ได้การศึกษาที่ไม่มีความสุขและไม่ได้การเรียนรู้
การ สอบตรงของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ทยอยจัดสอบกันตั้งแต่กลางปีทำให้เด็กมากกว่าครึ่งของระบบหมดสิทธิไปโดย ปริยาย ทั้งไม่มีเงินกวดวิชาให้จบก่อน ทั้งไม่มีค่ารถค่าที่พักเดินทางไปสอบตามที่ต่างๆ คุณครูตามโรงเรียนก็ไม่อยู่ในฐานะจะเร่งสอนหรือช่วยเหลืออะไรได้
การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือแบ่งชนชั้นที่ร้ายแรง กลายเป็นทุกข์ของแผ่นดิน
การส อบ GATPAT ติดๆ กัน ทำให้ใจนักเรียนมุ่งมาที่การสอบ GATPAT เท่านั้น ไม่สนใจครูที่โรงเรียนอีก ไม่สนใจกระบวนการเรียนการสอน ไม่สนใจที่จะเรียนรู้ ไม่เคารพด้วย
ครูตามโรงเรียนก็ถอดใจ เมื่อสอบเสร็จแต่ละครั้งนักเรียนสามารถเลี้ยงฉลองคลายเครียดกันได้สักหนึ่ง -สองวัน จากนั้นก็เริ่มคร่ำเคร่งกับการกวดวิชาและฝึกทำข้อสอบปรนัย เพื่อรับมือการสอบครั้งต่อไป สมองของเด็กๆ ถูกทำลายทุกวันและทำให้คับแคบเป็นระยะๆ ด้วยการสอบ ศักยภาพที่จะเรียนรู้และใฝ่รู้ถูกตัดตอนให้พิกลพิการจนกระทั่งมหาวิทยาลัย เองก็ไม่อยากรับ จึงเริ่มมีปรากฏการณ์สอบตรงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือทำสัญญาทวิภาคีกับโรงเรียนบางแห่งเพื่อรับนักเรียนเข้าเรียนบางคณะเป็น การเฉพาะ
ตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาให้สาหัสมากขึ้นไปอีก
เรื่องกระบวน การเรียนรู้ของเยาวชนถูกทำลายเป็นเรื่องใหญ่และร้ายแรงที่สุดของประเทศ ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มีเงิน จะสอบได้หรือสอบไม่ได้ เราได้คนที่ไม่ใฝ่รู้และไม่รักการเรียนรู้จำนวนมากมาย (ขออภัยนักเรียนส่วนน้อยด้วยนะครับ) เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยด้วยใบหน้าและสมองที่ว่างเปล่า เมื่อจบมาก็กลายเป็นบัณฑิตสมองว่างเปล่า (ขออภัยบัณฑิตส่วนน้อยด้วยนะครับ) เมื่อเริ่มทำงานก็จะเห็นอาการชัดทุกสาขาวิชา นั่นคือทำงานได้เท่าที่สอบมาแต่ขาดศักยภาพที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ พัฒนาตนเอง และพัฒนาสังคม ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน
การศึกษาของ ชาติไม่เป็นเพียงทุกข์ของแผ่นดิน แต่สร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างรุนแรงรุ่นแล้วรุ่นเล่า และทำลายสมองของนักเรียนคนแล้วคนเล่าด้วย
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 7 - วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11555
ทุกข์จากการศึกษาเป็นทุกข์ของแผ่นดิน
ใกล้เวลาปิดเทอมกลางแล้ว
ที่ เชียงใหม่ ศูนย์รวมสถาบันกวดวิชาอยู่รวมกันใกล้วัดพระสิงห์ เด็กนักเรียนมัธยมปลายทั่วภาคเหนือจะไปรวมตัวกันที่นั่น ถ้าเป็นเด็กเชียงใหม่ก็ไม่สู้จะเป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นเด็กจากเชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ หรือแม่ฮ่องสอน ที่ไม่มีปัญญาไปกรุงเทพฯ หรือไม่มีญาติอาศัยในเขตจังหวัดเชียงใหม่ พวกเขาต้องหาหอพักอยู่
ถ้า เป็นปิดเทอมตุลาคม พวกเขาต้องอยู่กันหนึ่งเดือนเพื่อเรียนกวดวิชาทุกวัน ไม่เว้นเสาร์อาทิตย์ ถ้าเป็นปิดเทอมฤดูร้อน พวกเขาต้องอยู่กันนานสองเดือน
ก่อน ถึงวันปิดเทอม พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ต้องไปธนาคารเพื่อชำระเงินลงทะเบียนเรียนตามหลักสูตร ที่ลูกต้องการ การไปลงทะเบียนต้องไปแต่เช้า เพื่อรอธนาคารเปิดทำการเนื่องจากบางคอร์สจะเต็มทันทีที่ธนาคารเปิดประตู
บาง ธนาคารซื่อตรงให้คุณพ่อคุณแม่เข้าประตูหน้าแล้วแย่งกันเอาบัตรคิวเพื่อลง ทะเบียน แต่บางครั้งเราก็จะพบใครบางคนกำลังลงทะเบียนอยู่ก่อนแล้วทั้งๆ ที่ประตูเพิ่งเปิด นั่นแปลว่าเขาเข้าทางประตูอื่น ใครๆ ก็รักลูกอยากให้ลูกตนเองได้เรียนทั้งนั้น กวดวิชากับอาจารย์ชั้นยอดส่งผลต่อคะแนนสอบอย่างแน่นอน
นี่คือความจริงที่ใครๆ มักปฏิเสธ
ส่วน ใหญ่จะเป็นพ่อแม่เสียงานเสียการของตนเองไปลงทะเบียนให้ลูก น้อยครั้งที่จะมีนักเรียนไปลงทะเบียนด้วยตนเอง เพราะถ้าไปทำเองแปลว่าต้องขาดเรียนมา
ค่าเล่าเรียนประมาณคอร์สละ 2,000-5,000 บาท เด็กหนึ่งคนมักลงทะเบียนเรียนวันละ 2-3 คอร์ส แล้วแต่การจัดตารางวิ่งรอกเรียนและขึ้นกับพลังอึดของสมองด้วย เด็กบางคนสามารถเรียนติดต่อกันได้นานเจ็ดชั่วโมงโดยไม่กินข้าวกลางวัน (ซื้อขนมร้านสะดวกซื้อไปกินในห้องเรียนได้) เด็กบางคนทำไม่ได้ต้องเรียนไปฟุบหลับไป
ค่าหอพักประมาณเดือนละ 2,000-10,000 บาท ขึ้นกับว่าพักได้กี่คนและมีเครื่องปรับอากาศหรือเปล่า บริเวณรอบวัดพระสิงห์มีหอพักมากมายให้เลือก ทั้งแบบสะอาดปลอดภัยหรือมืดทึมน่ากลัวมีทั้งนั้น
เด็กส่วนใหญ่ยืนยัน ว่า แม้จะเป็นการเรียนจากวิดีโอ แต่ครูที่มาสอนกวดวิชาทุกท่านเป็นคนใจดี มีเมตตา สอนเก่ง มีมุข และฟังเข้าใจง่าย เฉพาะความใจดีมีเมตตานั้นสามารถส่งผ่านจอโทรทัศน์ออกมาได้ด้วย ห้องเรียนส่วนใหญ่มีเจ้าหน้าที่คอยเดินตรวจตราให้เด็กตั้งใจเรียน หรืออย่างน้อยก็ห้ามส่งเสียงพูดคุยรบกวนคนที่เรียน มิเช่นนั้นจะถูกเชิญออกนอกห้องทันที เด็กส่วนใหญ่ร้ายกาจที่โรงเรียนแต่ว่านอนสอนง่าย เมื่อมาที่โรงเรียนกวดวิชา ทำไม?
การเรียนคอร์สที่หนึ่งมักจะเริ่ม ตอน 7 นาฬิกา หรืออย่างช้า 7 โมงครึ่ง ดังนั้น เด็กที่ลงเรียนคอร์สแรกต้องตื่นกันตั้งแต่หกโมงเช้า และหาข้าวมันไก่ข้าวขาหมูแถววัดพระสิงห์นั้นกินให้อิ่ม เพราะต้องใช้พลังเรียนติดต่อกันไปถึงบ่ายสามโมง บางคนอาจจะเลือกพักเที่ยง แต่หลายคนไม่พักหรืออาจจะมีเวลาพักเพียงสิบนาทีไม่พอแย่งข้าวกิน เวลาเปลี่ยนห้องเรียนครั้งหนึ่งโกลาหลกันไปทั้งบริเวณ
เด็กๆ ที่เชียงใหม่มีสามประเภท ประเภทแรกไม่ทบทวนบทเรียนของเมื่อวานก่อนมาเรียนและมาถึงก็หลับต่อ
ประเภทที่สองไม่ทบทวนบทเรียนมา แต่มาถึงก็ตั้งใจเรียน
ประเภท ที่สามทบทวนบทเรียนมาและตั้งใจเรียนด้วย อันที่จริงยังมีประเภทที่สี่คือ ไม่มาเลยหรือมาเฉพาะชั่วโมงสุดท้าย เพื่อจะได้เดินออกมาให้ผู้ปกครองเห็นตอนเลิกชั้นในวันที่ผู้ปกครองมารอรับ
มีบ้างตั้งครรภ์กลับไปโรงเรียนเมื่อเปิดเทอม
เมื่อ ถึงเวลาเย็นหรือค่ำ เด็กๆ ยังคงแบ่งเป็นสามประเภท ประเภทที่หนึ่งไม่ไปไหนเข้าหอพักทบทวนบทเรียน ทำการบ้านที่อาจารย์สั่งรายวันเพราะวิดีโอของวันพรุ่งนี้จะไม่รอ ประเภทที่สองเลิกเรียนแล้วไปช็อปทั่วเชียงใหม่ยันไนท์บาซาร์ ประเภทที่สามต่อโบว์ลิ่งถึงเที่ยงคืน เมืองเชียงใหม่มีถนนคนเดินทุกวันอาทิตย์ตอนเย็น
บริเวณนั้นจึงเป็นช่วงพักผ่อนสุดสัปดาห์ของเด็กๆ นักกวดทั้งหลาย
ทําไมต้องกวดวิชา?
"ครู ที่โรงเรียนไม่สอน" เป็นคำตอบที่หนึ่ง "ต้องกวดให้หมดก่อนเริ่มสอบตรง" เป็นคำตอบที่สอง "ต้องกวดให้หมดก่อนเริ่มสอบโควต้า" เป็นคำตอบที่สาม "ต้องกวดให้มากที่สุดก่อนการสอบ GATPAT แต่ละครั้ง" เป็นคำตอบที่สี่ ยังมีอีกหลายคำตอบแต่พอเท่านี้ก่อน
ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ ให้ไปยืนดูที่สี่แยกศรีอยุธยาหน้าอาคารวรรณสรณ์ ตึกสูงระฟ้าแหล่งรวมสถาบันกวดวิชาเกือบทุกสำนัก ภายในมีร้านอาหารทั้งที่มีประโยชน์และฟาสต์ฟู้ด ร้านหนังสือและร้านสะดวกซื้อ ธนาคารอำนวยความสะดวกให้ลงทะเบียนเรียนโดยง่าย ลิฟต์ที่มีกล้องวงจรปิดป้องกันมิให้นักเรียนจูบกันประเจิดประเจ้อ แต่มิวายอาจารย์อุ๊ต้องคอยเตือนนักเรียนเสมอว่า อย่ามากนักนะจ๊ะมี รปภ.ดูโทรทัศน์วงจรปิดอยู่ นอกจากนี้ยังมีบันไดเลื่อนทุกชั้นตั้งแต่ล่างถึงบน
เช้าวันเสาร์ อาทิตย์ และเช้าๆ ของทุกวันปิดเทอมตลอดสองเดือน นักเรียนจำนวนเป็นร้อยๆ เดินทางจากทุกทิศเข้าไปในอาคารสูงแห่งนี้ เวลาข้ามไฟแดงครั้งหนึ่งแห่ข้ามถนนกันรอบละร้อยสองร้อยคนน่าตื่นตาตื่นใจ เยาวชนของชาติและศูนย์การการศึกษาของชาติอยู่ที่นี่ ตอนหัวค่ำเวลาใกล้ปิดตึก จะมีพ่อแม่ชนชั้นกลางจำนวนมากไปนั่งรอรับลูกกลับบ้าน ส่วนเด็กต่างจังหวัดที่มีปัญญามากวดกรุงเทพฯ ก็กระจายอยู่หอพักกันตั้งแต่สยามสแควร์ พญาไท อนุสาวรีย์ ยันสะพานควาย
ที่ ใกล้ๆ บันไดขึ้นสถานีรถไฟฟ้าพญาไทนั้นเอง เราจะพบเด็กนักเรียนในเครื่องแบบยืนขายแซนวิชเสมอๆ ไฟแดงรอบละสองร้อยคนที่ข้ามถนนไปนั้นมีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนคอร์สละสองสาม พันบาททีละหลายๆ คอร์ส ไม่นับค่าหอพักเฉพาะบริเวณหลังพญาไทพลาซา สนนราคาเดือนละ 8,000-20,000 บาท นักเรียนคนนี้ต้องขายแซนวิชกี่ก้อนจึงจะได้เรียนกวดวิชาบ้าง
การศึกษากลายเป็นสมบัติและบันไดไต่ระดับของชนชั้นกลาง มิใช่เรื่องของคนไม่มีเงิน และเป็นทุกข์ของแผ่นดิน
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 6 - วันที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11532
โรงเรียนนอกกะลา
โดย ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ วรพงษ์ เวชมาลีนนท์ www.thaissf.org,http://twitter.com/jitwiwatแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
"เราทำไม่ได้หรอก"
เป็นคำพูดที่คุณครูวิเชียร ไชยบัง ครูใหญ่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาได้ยินจากผู้มาดูงานเสมอๆ คุณครูเล่าว่า มีอยู่คราวหนึ่งที่ได้ยินคำนี้จากผู้มาดูงานถึงห้าครั้งในเวลาครึ่งชั่วโมง
เวทีจิตวิวัฒน์เดือนสิงหาคมได้รับเกียรติจากคุณครูวิเชียรมาเล่าเรื่องโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ให้ฟัง โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนทางเลือกที่มีชื่อเสียง มีผู้บริหาร และคุณครูจากเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศไปดูงานมากมาย นำไปสู่คำถามท้าทายว่าจะสามารถทำโรงเรียนแบบลำปลายมาศในพื้นที่อื่นๆ ไม่ได้จริงหรือ
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีการสอบ
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีเสียงออดเสียงระฆัง
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีการอบรมหน้าเสาธง
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีแบบเรียนสำเร็จรูป
เป็นโรงเรียนที่ไม่มีการให้ดาว
เหล่านี้คือประเด็นท้าทายระบบการศึกษา
ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะคิดว่าโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาคงเป็นโรงเรียนทางเลือกที่เก็บค่าเล่าเรียนแพงๆ และนักเรียนมาจากครอบครัวคนชั้นกลางหรือผู้มีอันจะกิน
แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ นักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนนี้จะมาจากครอบครัวชาวไร่ชาวนาในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ เข้าได้ด้วยการจับสลากเท่านั้น และไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ร้อยละ 70 ยากจน อีกอย่างน้อย 40 ครอบครัว เป็นเด็กกำพร้า มีเด็กสติปัญญาบกพร่องร่วมเรียนด้วย
นักเรียนโรงเรียนนี้ทำอะไรกัน มาตรฐานและคุณภาพเป็นอย่างไร
คุณครูวิเชียรเล่าผลการประเมินภายนอกให้ฟังว่า สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้มาประเมินโรงเรียนแล้วพบว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก 13 มาตรฐาน และอยู่ในเกณฑ์ดี 1 มาตรฐาน
ผลการสอบเอ็นที (National Test) พบว่าคะแนนเฉลี่ยด้านภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศ ทั้งที่โรงเรียนไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "วิชาวิทยาศาสตร์"
คุณครูของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจะใส่ใจในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนเป็นสำคัญ ให้นักเรียนได้เลือกทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ เรียนรู้การวางแผน และลงมือทำจริง จากนั้นจึงนำผลงานมาแสดงและแลกเปลี่ยน ช่วยกันประเมินและเรียนรู้การวางแผนอีก เป็นวงจรเช่นนี้เรื่อยๆ ไป เป็นไปตามปรัชญาที่ว่าการเรียนรู้ที่แท้เกิดจากการลงมือทำจริง
"เมื่อเดือนก่อน ผมกลับไปเยี่ยมบ้าน พบหลานตัวเล็กเรียนอนุบาลที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง" คุณครูวิเชียรเปิดประเด็น "ไหนเอามาดูซิ เรียนอะไร" คุณครูพูดกับหลาน "หลานเขาค้นหนังสือมาให้ดู 8 เล่มใหญ่ เป็นแบบเรียนสำเร็จรูปที่ทางโรงเรียนจัดให้ 5 แผ่นแรกเป็นใบความรู้ อีกแผ่นเป็นแบบฝึกหัด แล้วอีกแผ่นเป็นข้อสอบ ทุกวิชาจะเป็นแบบแผนเช่นนี้เหมือนๆ กันหมด"
"พอกลับมาที่โรงเรียน ซึ่งเราจะมีวงพูดคุยกับครู ผมก็ลองแบ่งครูเป็นสองกลุ่ม แจกกระดาษให้ครูแต่ละคน" คุณครูวิเชียรเล่าต่อไป "กลุ่มหนึ่งให้พับกบ พวกเขาฮือฮาเพราะรู้ว่ามีวิธีพับกบอยู่ พวกเขาถกเถียงกัน แล้วมีครูคนหนึ่งบอกว่า หนูจำได้ หนูจะสอนให้ กลุ่มนี้เลยได้กบมาเหมือนๆ กันหมด"
คุณครูวิเชียรว่า "อีกกลุ่มให้พับกระต่าย ไม่มีเสียงฮือเหมือนกลุ่มแรก เพราะพวกเขารู้ว่ายังไม่มีใครสอนวิธีพับกระต่าย พวกเขานิ่ง มองหน้ากัน แล้วลองทำดู ปรากฏว่าทุกคนพับได้กระต่าย 10 ตัวที่ไม่เหมือนกันเลย"
เพราะไม่เคยมีใครพับกระต่ายมาก่อน ทุกคนจึงต้องค้นหาวิธีกันเอาเอง ด้วยวิธีนี้ครูแต่ละคนจึงเข้าใจกระบวนการเรียนรู้อย่างที่ควรจะเป็น
ผู้ฟังท่านหนึ่งถามว่าเป็นไปได้หรือเปล่าที่พอคุณครูของโรงเรียนจัดกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ไปนานๆ เข้า ก็จะเกิดอาการเริ่มรู้ทาง เริ่มรู้ว่าต้องทำอย่างไร เริ่มลัดขั้นตอน แล้วก็ละเลยกระบวนการหาคำตอบด้วยตนเองไปในที่สุด คล้ายๆ กับที่หลายแห่งเผชิญ เปรียบเสมือนรู้วิธีพับกบก็พับแต่กบตามวิธีที่เคยพับกันมา เพราะง่ายกว่า
คุณครูวิเชียรตอบว่า สิ่งที่เราต้องการให้ครูแม่นยำที่สุดคือกระบวนการ ไม่ใช่ความรู้ แล้วในขั้นตอนที่นักเรียนนำผลงานมาแสดงและแลกเปลี่ยนนั้น จะแลกเปลี่ยนสิ่งดีๆ ซึ่งกันและกัน ด้วยวิธีนี้การเรียนรู้จึงจะสดและใหม่อยู่เสมอ
นอกเหนือจากครูแล้วทางโรงเรียนยังต้องเอาชนะใจผู้ปกครองด้วย มีการร่างหลักสูตรเพื่อจัดการผู้ปกครองโดยเฉพาะ เพราะผู้ปกครองมักคาดหวังให้เด็กอ่านออกเขียนได้คัดไทยตามเส้นประโดยเร็ว
"โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีเส้นประ"
โรงเรียนมีชั่วโมงที่ผู้ปกครองจะเวียนกันมาสอนนักเรียน ที่เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้เพราะครูใช้เวลาทำความเข้าใจกับผู้ปกครองว่าวันหนึ่งพวกเราต้องตายจากไป ผู้ปกครองก็ต้องตาย ครูก็ตายด้วย ที่เหลืออยู่คือเพื่อนๆ ของลูกเรา การสอนเพื่อนลูกจึงเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยวิธีคิดแบบนี้ใครมีความรู้อะไรก็มาสอน ไม่รู้จะสอนอะไรก็มาทำกับข้าว หรือเล่านิทาน พอเวลาผ่านไปหลายปี ผู้ปกครองจะเริ่มเปลี่ยน ไม่คาดหวังลูกในเรื่องการสอบแข่งขัน แต่มั่นใจในสิ่งที่โรงเรียนทำ ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืน เชื่อมั่นว่าเด็กสามารถจะอยู่และเป็นนักจัดการได้ และที่เห็นได้ด้วยตาแน่ๆ คือนักเรียนทุกคนเป็นคนดี ไม่เกเร เมื่อถึงวันไหว้ครู ผู้ปกครองจะเป็นผู้จัดงานให้และมาร่วมงานไหว้ครูกันมากมาย
สำหรับครูที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาแล้ว "ถ้าเป็นครูที่ดีไม่ได้ เราจะไปทำอาชีพอื่น"
ในความเห็นของผู้เขียนบทความ กลับไปที่คำพูดตอนต้นเรื่องว่า "เราทำไม่ได้หรอก" อาจจะฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าหมดทางไป แต่ที่จริงแล้วเราไม่ควรทำได้ หากคำว่าทำได้จะหมายความว่าการลอกแบบโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เพราะไม่มีใครควรลอกใคร
สิ่งที่ผู้ไปดูงานโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาควรได้มากกว่าเราทำได้หรือทำไม่ได้ น่าจะเป็นประเด็นเรื่องกล้าทำหรืออย่างน้อยก็กล้าที่จะเริ่มทำ ให้ตระหนักรู้ว่าการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่ดีต้องการความเป็นอิสระจากการครอบงำทั้งปวง ไม่ยึดติดในมาตรฐานหรือตัวชี้วัดที่ตายตัว พร้อมจะออกแบบระบบใหม่หรือกระบวนการเรียนรู้อย่างใหม่ๆ ด้วยความร่วมมือของครู ผู้ปกครอง และนักเรียน
เป็นไปได้ว่ายังมีคุณครูอย่างคุณครูวิเชียรหรือคุณครูโรงเรียนแห่งนี้มากมายกระจายในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศไทย แต่ด้วยการบริหารการศึกษาแบบรวมศูนย์อำนาจทำให้ไม่มีใครกล้าคิดถึงกระบวนการเรียนรู้แบบอื่นๆ นอกเหนือจากที่ส่วนกลางกำหนด
กรณีโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องจิตวิวัฒน์ แต่ยังเป็นเรื่องการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาด้วย ถ้าผู้รับผิดชอบการศึกษาของชาติมีจิตวิวัฒน์ การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาจะเป็นไปได้ แล้วเราจะมีคุณครูอย่างคุณครูโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาอีกหลายแห่ง
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 9 - วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11480
“วิทยากร เชียงกูล” สับการศึกษาไทยเหลว-บ้าปริญญา แฉระบบครูยังวิ่งเต้นโยงการเมือ
วันนี้ (28 ก.ย.) ที่ห้องภาณุรังษี โรงแรมรอยัลริเวอร์ คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร จัดการสัมมนาเรื่อง “ทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษา : ปัญหาและทางออก” ทั้งนี้ในวงเสวนาเรื่อง “ทิศทางข้างหน้าการศึกษาไทย” รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การศึกษาในปัจจุบันนี้จะแก้ปัญหาแบบประนีประนอมในวงราชการ ซึ่งไม่ตรงประเด็น และที่ถือเป็นเรื่องยากสำหรับการแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทยคือ การจัดการศึกษาให้มีความเสมอภาค ทั่วถึง มีการทุ่มงบเยอะ แต่ได้ผลสำเร็จกลับคืนมาน้อย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แห่งความล้มเหลวของการศึกษาไทยมานาน อย่างนโยบายเรียนฟรี 15 ปี มีประโยชน์แต่คิดว่ายังไม่พอ ต้องดูถึงคุณภาพการสอนเพราะยังมีการสอนแบบเก่าอยู่ เน้นท่องจากตำรา ทำให้เด็กคิดไม่เป็น เพราะในโลกสมัยใหม่การที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยออกมาแล้วทำอะไรไม่ได้ คิดไม่เป็น ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรต่อการพัฒนาประเทศ
รศ.วิทยากร กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ปัญหานั้นคาดหมายว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายกรัฐมนตรี ที่ใส่ใจด้านการศึกษาอย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่พออีกเช่นกัน เพราะหากดูจากระบบราชการแบบรวมศูนย์ยังมีปัญหามาก การกระจายอำนาจสู่สำนักงานพื้นที่การศึกษา (สพท.) แต่ละจังหวัดนั้น การเลือกตั้งผู้แทนครูกลายเป็นการวิ่งเต้นเข้าสู่อำนาจ โดยมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยลืมมองไปถึงการทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของครูส่วนใหญ่
“การ กระจายอำนาจไปสู่ต่างจังหวัด ไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งความจริงแล้ว สพท.ต้องเป็นอิสระไม่ใช่ระบบราชการ และเอาหน่วยงาน ภาคีเครือข่ายเข้ามาประสานงานร่วมกัน ไม่ใช่มีแต่ระบบวิ่งเต้น เส้นสาย ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ในส่วนผู้ปกครอง ชอบเรียนฟรี แต่ความจริงแล้วต้องเรียกร้องคุณภาพให้มากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้เรียนกันแทบตายแต่ลูกจบมากลับว่างงาน เราเอาแต่บ้าเห่อใบปริญญา ในขณะที่ตลาดแรงงานกลับขาดแคลนวิชาชีพช่างฝีมือ อาชีวะ ดังนั้นจึงขาดสมดุล อีกทั้งการศึกษาก็เน้นแต่กระบวนการสอน เน้นคะแนนสอบ เนื้อหายัดทุกอย่างอยู่ในหลักสูตรซึ่งตรงนี้ถือว่าไม่ได้ผล จึงต้องมีการทบทวนอย่างจริงจัง” คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าว
รศ.วิทยากร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในส่วนการพัฒนาเด็กนั้นต้องเน้นตั้งแต่ปฐมวัย ถ้าเด็กฉลาด เด็กตั้งข้อสงสัยในห้องเรียนมากๆ ก็จะทำให้ครูผู้สอนต้องปรับตัวหากถามในอะไรที่ครูตอบไม่ได้ ซึ่งครูเองก็จะได้พัฒนาตัวเองด้วย แต่ตอนนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้นหากครูไม่สอนเด็กก็ดีใจ เพราะจะได้ไม่ต้องเรียน นอกจากนี้ เรื่องของระบบแพ้คัดออก เด็กบางคนไม่สามารถปรับตัวได้ ซึ่งชั้นเรียนไม่ควรใหญ่เกินไป และโรงเรียนเองต้องมีระบบการช่วยเหลือติดตามเด็กที่มีปัญหาด้วย ไม่ใช่เอาใจแต่เด็กเก่งอย่างเดียว
ศ.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานอนุกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและสรุปแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ทศวรรษที่สอง กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นในการปฏิรูปการศึกษารอบสอง คือ 1.คุณภาพการศึกษา ของผู้เรียน ระบบการเรียนรู้ ครู และผู้บริหาร 2.ขอบเขตตามเจตนาที่ต้องการให้มีเพิ่มขึ้น คือไม่ใช่แค่การศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้นแต่ต้องปรับเป็นเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามนอกจากจะปฏิรูปฯ ตามระบบของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แล้วต้องเชื่อมโยงงานด้าน เศรษฐกิจ แรงงาน และภาคประชาสังคมที่ต้องมีส่วนร่วมภาครัฐถึงจะดำเนินการได้ เช่น หากพูดว่าจะมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต กลับมองแค่ว่าเป็นหน้าที่ของ ศธ. และ กศน. หรือเพียงแค่การปรับปรุงห้องสมุด ถ้ามองแค่นี้ก็ไม่สำเร็จ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ทุกส่วนต้องเข้ามาช่วยกัน ทั้งนี้ในส่วนของภาคเอกชนก็มีส่วนช่วยตรงนี้มาก แต่ตอนนี้ยังมีน้อยในการจัดการศึกษา ซึ่งนโยบายรัฐก็ไม่เอื้อ ไม่ใช่ให้เอกชนที่มีเงินมาตั้งโรงเรียน ตั้งมหาวิทยาลัยแล้วบอกว่าสนับสนุนการศึกษา แต่ต้องเข้ามาเพื่อพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริงด้วย
การอ่านเป็นวาระแห่งชาติอีกแล้ว
มีนโย บายไม่กี่เรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการแต่ละยุคแต่ละสมัยมักจะประกาศเป็นวาระ แห่งชาติ หนึ่งในจำนวนนโยบายหลักๆ คือ การประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ
การ ที่เรื่องการอ่านถูกประกาศเป็นวาระแห่งชาติเสมอๆ จนแทบจะทุกรัฐบาล รวมทั้งสถิติที่ปรากฏว่าคนไทยอ่านหนังสือวันละไม่กี่บรรทัด จนกระทั่งคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 39 นาทีต่อวัน หรือเฉลี่ยคนละ 5 เล่มต่อปี ซึ่งถือว่ายังน้อย สะท้อนให้เห็นว่านโยบายของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับเรื่องการอ่านยังไม่ ประสบความสำเร็จ
เพราะหากการอ่านเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของผู้คน ทั้งในและนอกโรงเรียนแล้ว คงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติให้เสียเวลา อีก
การประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติมาหลายครั้ง แต่เหตุใดสถิติการอ่านของคนไทย โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยเรียนจึงไม่ประสบผล เมื่ออ่านหนังสือน้อย ฐานข้อมูลที่ควรจะเก็บไว้ในสมองเพื่อดึงมาใช้สำหรับการคิด วิเคราะห์ คิดให้เป็นก็ทำไม่ได้
น่าสนใจว่า ในส่วนของทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งที่ได้ระดมสรรพกำลังเพื่อกระตุ้น ส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านนั้น ยังทำไม่เต็มที่? อย่างไร หรือสาเหตุที่ทำให้นโยบายนี้จะยังคงใช้ได้ในรัฐบาลต่อๆ ไป เพราะอะไร
ข้อมูล ล่าสุดเกี่ยวกับการอ่านของคนไทยคือ คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 39 นาทีต่อวัน บางหน่วยงานที่สำรวจพบว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 5 เล่มต่อปี ไม่ว่าจะคิดเป็นเวลาหรือจำนวนเล่มก็ตาม แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็สะท้อนว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อยหากเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว
คำว่า "คนไทย" ในที่นี้น่าจะแยกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เด็กที่ยังอยู่ในวัยเรียนกับคนที่อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วยคนหลากหลายอาชีพ ทั้งอาชีพที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ มีความสามารถที่จะซื้อหนังสือมาอ่านเองได้ และที่ไม่มีความสามารถที่จะซื้อหนังสือมาอ่าน เนื่องจากรายได้จำเป็นต้องเก็บไว้ใช้ในเรื่องที่จำเป็นมากกว่านี้ เช่น เรื่องปากท้องของตนเอง
คนส่วนนี้อาจอยู่ตามหมู่บ้านในชนบทที่ห่างไกล หรืออาจอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ก็ตาม ควรได้รับการส่งเสริมให้เข้าถึงโอกาสในการอ่านเช่นเดียวกัน แม้ว่าในบางหมู่บ้านจะมีที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน แต่ต้องกลับไปสำรวจตรวจสอบว่าที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้านมีหนังสือ อะไรให้อ่านบ้าง นอกจากหนังสือพิมพ์ หนังสือเก่าๆ ไม่กี่เล่ม แค่มองยังไม่น่ามอง แล้วจะเชิญชวนให้หยิบไปอ่านได้อย่างไร
บางท้อง ถิ่นมีห้องสมุดประชาชนตั้งอยู่อย่างเงียบเหงา ชาวบ้านไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่าห้องสมุดประชาชนของตนเองอยู่ที่ไหน จะเข้าไปใช้บริการได้หรือไม่ "ความขลัง" ของสถานที่ราชการที่มีความเป็น "ราชการ" มาก อาจรวมไปถึงความเป็น "ราชการ" ของเจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชนดูเหมือนเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาว บ้านเกิดความยำเกรงไม่กล้าและไม่คิดที่จะไปใช้บริการ
ยังไม่รวมถึง หนังสือในห้องสมุดประชาชนว่าน่าอ่าน น่าสนใจเพียงใด มีความเหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่นหรือไม่ เคยสำรวจหรือไม่ว่า เขตพื้นที่บริการของห้องสมุดประชาชนอยู่บริเวณใดบ้าง ชาวบ้านในละแวกนั้นต้องการอ่านหนังสือแบบใด มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้กับประชาชนหรือไม่
ในเรื่องของงบ ประมาณ ปีหนึ่งๆ รัฐจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมการอ่านให้กับประชาชนมากน้อยเพียงใด ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเคยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการอ่าน สร้างเสริมสติปัญญาให้กับคนในท้องถิ่นของตน มากเพียงพอเท่ากับความสนใจที่จะขุดท่อ ทำถนน หรือก่อสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้หรือไม่
คนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นตัว เลขแสดงปริมาณการอ่านได้ดี คือ เด็กที่อยู่ในวัยเรียน เป็นที่ยอมรับว่าเด็กที่รักอ่านมักจะเกิดจากการปูพื้นฐานมาจากครอบครัวที่ ให้ความสำคัญกับการอ่าน และมาต่อยอดในระดับอนุบาลไปจนเรียนมหาวิทยาลัย
น่า แปลใจว่า "การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ" มาหลายครั้ง และทุกครั้งเป้าหมายอยู่ที่สถานศึกษาโดยเฉพาะสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ การที่ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้น่าจะเป็นเพราะการระดมสรรพ กำลังที่จะส่งเสริมการอ่านยังไม่เพียงพอ จึงต้องปรับกระบวนท่ากันใหม่ เป็นลำดับชั้นว่าทำกันอย่างไร มากกว่าสั่งให้ทุกโรงเรียนส่งเสริมการอ่าน ส่วนครูก็สั่งให้เด็กอ่าน โดยลืมมองไปว่า "การรักการอ่าน" เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความพึงพอใจ ความอยากที่จะอ่าน เพราะเห็นความสำคัญและคุ้นชินที่จะอ่านมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการปลูกฝังมาแต่เยาว์วัย
ดังนั้น แม้ว่าการส่งเสริมการอ่านจะเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนส่วนใหญ่ส่งเสริมกันอยู่ แล้ว แต่จะได้ผลเพียงใดต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมหลายประการ ได้แก่
การ ที่เด็กจะเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดหรือยืมหนังสือไปอ่านที่บ้านก็ตาม หนังสือต้องน่าอ่าน เป็นหนังสือใหม่ที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หากจะให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติที่ประสบความสำเร็จจริง ต้องพิจารณาว่าแต่ละปีกระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบประมาณสำหรับซื้อหนังสือ เข้าห้องสมุดให้แต่ละโรงเรียนมากน้อยเพียงใด เฉลี่ยต่อหัวเท่าไร เพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจในการอ่านหรือไม่
หรือหากคิดเป็นจำนวนเล่ม แต่ละโรงเรียนซื้อหนังสือได้กี่เล่ม 1 เล่มต่อนักเรียนกี่คน หากเทียบกับต่างประเทศ ไทยใช้งบประมาณสำหรับหาหนังสือดีๆ น่าอ่านให้กับเด็กได้มากน้อยเพียงใด
หรือหากเทียบกับการที่รัฐจัดสรร งบประมาณสำหรับซื้อคอมพิวเตอร์แจกจ่ายให้กับโรงเรียนปีหนึ่งเท่าไร ขณะที่งบประมาณที่ให้โรงเรียนจัดซื้อหนังสือคิดเป็นสัดส่วนเท่าไร
ซึ่ง จะพบว่ารัฐให้ความสำคัญกับการซื้อคอมพิวเตอร์มากกว่า จนเด็กไทยมีความเชี่ยวชาญในการใช้คอมพิวเตอร์ สังเกตจากเด็กเล่นเกมเก่ง มีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ได้ดี บางโรงเรียนเด็กมีความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้หลากหลายประเภท สามารถนำความรู้ไปใช้งานได้ หารายได้พิเศษได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียว กัน เด็กจะอ่านหนังสือน้อย เพราะมัวสาละวนกับการเล่นเกม เล่นเน็ตมากกว่าอ่านหนังสือ หรือถ้าอ่านก็มักอ่านจากอินเตอร์เน็ตมากกว่าอ่านในหนังสือ ทั้งที่ข้อมูลความรู้จากอินเตอร์เน็ตบางเรื่องจำเป็นต้องพิจารณาถึงความถูก ต้อง ความน่าเชื่อถือ อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าในหนังสือ
ประการ ต่อมา หนังสือที่มีอยู่ในห้องสมุด หรือซื้อแต่ละปีนั้น นอกจากต้องมีปริมาณเพียงพอแล้วยังต้องน่าอ่าน น่าสนใจ เหมาะกับวัยของเด็ก
ดังนั้น ผู้รับผิดชอบเรื่องซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดคงต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กแต่ละช่วงวัยว่าต้องการอ่านหนังสืออะไร
องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ อาจเข้ามาสนับสนุนงบประมาณได้ หากเห็นความสำคัญของการอ่าน แต่ก็ไม่ควรไปซื้อเอง เพราะเกรงว่าจะได้หนังสือที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ตรงกับความต้องการที่เด็กจะอ่าน รวมทั้งการซื้อหนังสือควรมุ่งที่ความน่าอ่าน น่าสนใจ ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับ ทั้งความรู้และความบันเทิงมากกว่าความมุ่งหมายอื่นใดที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ เด็กและเยาวชน
การที่เด็กยังอ่านหนังสือน้อย อาจรวมไปถึงการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดแต่ละปีมักจะจัดซื้อกันปีละครั้งสอง ครั้ง ขณะที่หนังสือดีๆ น่าอ่านของสำนักพิมพ์ต่างๆ ออกมาแทบจะทุกสัปดาห์ ทุกวัน เมื่อมีการเปิดตัวหนังสือแต่ละเล่ม มีการโฆษณาทางโทรทัศน์ หรือสื่ออื่นๆ สามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่านได้มาก เด็กอาจจะอยากอ่าน แต่กว่าสถานศึกษาจะได้จัดซื้อหนังสือเล่มนั้นอาจทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ความสนใจอยากอ่านหนังสือของเด็กคงลดลงด้วย
ต้องแก้ปัญหาด้วยการให้บรรณารักษ์มีสภาพคล่องในการใช้งบประมาณเพื่อสั่งซื้อหนังสือที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ได้มากกว่านี้
นอก จากนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กกระตือรือร้นที่จะอ่านหนังสือก็ สำคัญมาก บางทีในโรงเรียนอาจมีกิจกรรมส่งเสริม กระตุ้นการอ่านน้อยเกินไป โรงเรียนควรจัดบรรยากาศให้เด็กได้ใกล้ชิด หรือสัมผัสแวดวงหนังสือ ทั้งการเชิญนักเขียน นักอ่าน ที่ประสบความสำเร็จจากการนำความรู้จากการอ่านไปใช้ในชีวิตจริงได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการอ่าน หรือจัดกิจกรรมเข้าค่ายฝึกทักษะการอ่านการเขียนเหมือนที่หลายสำนักพิมพ์ทำ
หากได้รับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนก็น่าเชื่อว่าหลายๆ โรงเรียนน่าจะมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่สนใจ สร้างแรงจูงใจในการอ่านได้ดี
ใน ส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ควรให้ความสำคัญกับกิจกรรมส่งเสริม นิสัยรักการอ่านอย่างจริงจัง ให้มีบรรยากาศเหมือนส่งเสริมการอ่านจริงๆ ไม่ใช่เพียงจัดนิทรรศการวันสองวันมุ่งเน้นแค่ได้ถ่ายภาพว่าได้ส่งเสริมแล้ว แต่ไม่เคยติดตามว่าการประชาสัมพันธ์ให้แต่ละโรงเรียนได้รับรู้ ได้เข้าร่วมกิจกรรมมีมากน้อยเพียงใด การเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนและปริมาณมากน้อยเพียงใดก็ แสดงนัยยะอะไรบางอย่างของการทำงานส่งเสริมการอ่านของเขตพื้นที่การศึกษาเช่น กัน
นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการรักการอ่านให้กับโรงเรียน และการจัดประกวดโรงเรียนรักการอ่าน ผู้บริหารรักการอ่าน ครูรักการอ่าน นักเรียนรักการอ่าน ควรได้มีภาพ (ไม่ใช่รูปถ่าย) ที่แสดงถึงความกระตือรือร้นของทั้งคนจัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรม
อีก ทั้งเมื่อการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ เขตพื้นที่การศึกษาต้องหายุทธวิธีส่งเสริมการอ่าน ส่งเสริมจริงๆ ด้วยการเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง ช่วยคิด ช่วยจัด และส่งเสริมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ มากกว่าสั่งให้โรงเรียนทำหรือแค่ต้องการได้ตัวเลขข้อมูลจากโรงเรียนเท่านั้น ว่าเด็กรักการอ่านกี่คน อ่านหนังสือวันละกี่นาทีต่อคนเท่านั้น
นอก จากนี้ การจัดบรรยากาศในโรงเรียนให้ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กแล้ว บรรยากาศของสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กยังพบว่าไม่เอื้ออำนวยต่อการปลูกฝัง พฤติกรรมรักการอ่านของเด็กๆ รอบๆ สถานศึกษาที่เต็มไปด้วยร้านเกม เมื่อเดินออกจากโรงเรียนก็เข้าร้านเกมหรือสถานบันเทิงอื่นๆ
สื่อทาง โทรทัศน์วันหนึ่งๆ เด็กๆ ใช้เวลาอยู่หน้าโทรทัศน์วันละหลายชั่วโมง ไม่ว่าสื่อของรัฐหรือเอกชน รวมทั้งช่องที่เป็นสื่อสาธารณะแทบไม่ปรากฏกิจกรรมหรือภาพการส่งเสริมการอ่าน แต่อย่างใด หรือแม้แต่ตัวละครในโทรทัศน์ไม่ว่าจะเป็นพระเอกหรือตัวร้ายก็ตาม ล้วนแล้วแต่ไม่ได้มีพฤติกรรมของความเป็นตัวอย่างของผู้มีนิสัยรักการอ่านแม้ แต่น้อย
สังคมไทยทั้งในชีวิตจริงและในจินตนาการ หรือโลกในความฝัน ล้วนแล้วแต่ไม่ได้อยู่ในบรรยากาศของการรักการอ่าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดที่เด็กและคนไทยจะมีพฤติกรรมที่แสดงถึงการ รักการอ่านอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
การที่รัฐบาลต้องการกำหนดให้ "การอ่าน" เป็นวาระแห่งชาติมาหลายปีหลายรัฐบาล ไม่ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจสักที คงเป็นเพราะวัฒนธรรมของ "ระบบราชการไทย" ที่มักมีแต่คนคิดแล้วสั่งให้คนอื่นทำ โดยไม่เสนอความคิดต่อว่าที่ควรจะทำทำอย่างไร จึงมีระบบการสั่งการตั้งแต่ข้างบนลงสู่ข้างล่าง โดยหวังเพียงข้อมูลตัวเลขมากกว่า แทนที่จะเสนอวิธีการกันเป็นลำดับชั้น จนถึงระดับปฏิบัติการ จะได้ประมวลแนวคิดจากระดับนโยบายลงมาผสมกับความคิดของผู้ปฏิบัติ
อาจทำให้การอ่านไม่ต้องเป็นวาระแห่งชาติอีกทุกปีไป เพราะคนไทยรักการอ่านอยู่ในจิตวิญญาณกันอยู่แล้ว
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 9 - วันที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11501
สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ ทำให้ครูมีคุณภาพจริง
วิ วาทะสำคัญในวงการศึกษาขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องแนวคิดของรัฐบาลที่จะตั้ง สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยงานระดับชาติในการผลิต พัฒนาครู และช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครู ในการปฏิรูปการศึกษารอบสอง
ทำให้เกิดวิวา ทะระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ รัฐบาลฝ่ายหนึ่ง กับที่ประชุมอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏ สถาบันการศึกษาที่ผลิตครู รวมทั้งองค์กรครูอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของรัฐบาลและกระทรวง ศึกษาธิการที่จะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ
แนวคิดที่จะจัดตั้ง สถาบันนี้อาจเป็นผลมาจาก กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษารอบที่ 1 ไม่ประสบความสำเร็จ เด็กมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ โดยใช้คะแนนการทดสอบระดับชาติคะแนน GATT และ PATT เป็นตัวบ่งชี้ความล้มเหลวทางการศึกษา โดยพิจารณาและให้ความสำคัญกับตัวเลขของคะแนนมากกว่าองค์ประกอบอื่นๆ
เมื่อ สังคมให้ความสำคัญกับตัวเลขคะแนนสอบของเด็กเป็นสำคัญ ทำให้ผู้มีบทบาทด้านการศึกษาต้องเต้นเมื่อเห็นคะแนนสอบแต่ละวิชาของนักเรียน ค่อนข้างต่ำ หรือเฉลี่ยแล้วต่ำกว่า ร้อยละ 50 โดยมิได้พิจารณาข้อสอบ หรือไม่ได้พิจารณาด้วยซ้ำว่าเรียนอะไร แล้วไปสอบอะไรเหมือนที่นักวิชาการด้านการศึกษาวิพากษ์วิจารณ์ว่า "เรียนไม่ได้สอบ สอบไม่ได้เรียน" เป็นต้น
ดังนั้น เมื่อคะแนนของเด็กต่ำ แพะรับบาปทุกครั้งจะหนีใครไปได้นอกจาก "ครู" ทั้งที่ครูมีหน้าที่ปฏิบัติการสอน
คน วางแผนจริงๆ ที่ทำให้การศึกษา หลักสูตร ทิศทางการศึกษา เป็นไปในทิศทางใด เดี๋ยวเปลี่ยนเรื่องโน้นเรื่องนี้ นโยบายออกมาเป็นระยะล้วนแล้วแต่นั่งอยู่ในห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ
แต่ แทบไม่มีใครไปแตะต้องพาดพิงถึงว่าวางนโยบายกันอย่างไรการศึกษาจึงไม่สัมฤทธิ ผล สวยงามเหมือนอย่างที่คาดหวังไว้ ถ้าจะตำหนิก็สมควรตำหนิกันมาเป็นลำดับชั้น จนถึงครู จึงจะถือว่ายุติธรรม
การที่มีแนวคิดว่าการศึกษาล้มเหลวเพราะครูนี่แหละ จึงจำเป็นจะต้องตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ผลิตครู
แค่ เริ่มคิดก็จะใช้เงินถึง 2,000 ล้านบาทในการตั้งสถาบัน เงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งคงเป็นค่าอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งใช้เป็นเงินเดือนของบุคลากรที่จะทำงานในหน่วยงานใหม่ ดีไม่ดี 2,000 ล้านบาทในปีแรกอาจแทบไม่ได้ใช้เพื่อพัฒนาครูแต่อย่างใด
หากนำเงิน 2,000 ล้านบาท ไปใช้เพื่อพัฒนาการผลิตครู โดยผ่านสถาบันการศึกษาที่มีอยู่แล้วอย่างดาษดื่นทั่วประเทศหลายสิบแห่ง เงินเหล่านี้น่าจะส่งตรงไปยังกระบวนการผลิตครูได้มากกว่า
นอกจากนี้ การที่จะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพราะเห็นว่าสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีหน้าที่ผลิตครูออกมารับใช้สังคม ยังมีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน แล้วทำอย่างไร
ปล่อยให้ไม่มีคุณภาพต่อไป?
ทำไมไม่ชี้แนะ แนะนำเพื่อให้เกิดการพัฒนาในเมื่อมี สมศ.ทำหน้าที่ประเมินภายนอกอยู่แล้ว ก็ควรประเมิน แล้วชี้แนะว่าควรทำอย่างไรจึงจะสามารถผลิตครูให้มีคุณภาพดีได้
ไม่จำเป็นต้องไปตั้งหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณจำนวนมากในยามที่ประเทศยากจนเช่นนี้
ประการ ต่อมาคุณภาพการศึกษาไทย หรือคุณภาพของเด็กถูกนำมาเชื่อมโยงกับคุณภาพของครู ซึ่งถูกตีค่าว่าครูมีคุณภาพหมายถึงการได้คนเก่งๆ มาเป็นครู เพราะเชื่อว่าครูเก่งจะสามารถสอนให้เด็กเก่งได้
แล้วเคยมีสถาบันวิจัยแห่งใดเคยทำวิจัยแล้วหรือไม่ว่าสมมติฐานนี้เป็นจริงๆ
ถ้า เป็นจริงย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ยากที่จะพัฒนาคุณภาพหรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของเด็ก ด้วยการจ้างสถาบันกวดวิชาที่มีชื่อเสียงที่มีติวเตอร์เก่งๆ มาสอนเด็กที่ไม่เก่งให้เก่งทัดเทียมกับเด็กเก่งได้!! โดยไม่ต้องลงทุนตั้งสองพันล้านบาท แล้วยังไม่รู้ว่าเป้าหมายจะสำเร็จหรือไม่?
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เก่งอย่างเดียวยังไม่เพียงพอกับสังคมไทย คือต้องได้คนดีมาเป็นครูด้วย
บาง ทีเก่งกับดีอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันเสมอไป หรือเก่งแต่ในตำราเรียนอย่างเดียว แต่ไม่สามารถนำความรู้จากทฤษฎีมาปฏิบัติได้จริงเมื่อออกสู่โลกของการทำงาน แล้ว ก็ไม่น่าจะใช้เป้าหมายของการจัดการศึกษามิใช่?
ส่วนในด้านของ การพัฒนาครูที่มีอยู่แล้วกว่า 6 แสนคน การตั้งสถาบันขึ้นมาก็ไม่อาจหวังว่าครูเหล่านี้จะได้รับการพัฒนาในรูปแบบใด เพราะที่ผ่านมาองค์กรที่ทำหน้าที่พัฒนาครูคือใครไม่ชัดเจน
ที่เห็น เป็นรูปธรรมก็น่าจะเป็น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่จัดอบรมให้กับครูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ในหลักสูตรที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน
ส่วน วิชาอื่นๆ การอบรมสัมมนาอย่างเป็นรูปธรรมมีน้อยมาก บางรายการเรื่องที่อบรมน่าสนใจ จัดตามมหาวิทยาลัยบ้าง แต่รับได้ไม่มาก หรืออาจจะเสียค่าลงทะเบียนแพง ทำให้ครูจำนวนหนึ่งเสียโอกาสในการเข้ารับการอบรมและพัฒนา แล้วจะโทษใคร ไม่แคล้วโทษว่าครูไม่รู้จักพัฒนาตนเองอีก ทั้งๆ ที่ควรสำรวจข้อมูลการจัดอบรมสัมมนาเพื่อให้ครูได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปีหนึ่งมีสักกี่ครั้งทั่วถึงหรือไม่
ที่สำคัญน่าสนใจหรือเปล่า หรือแม้แต่คุรุสภาเองก็ต้องทบทวนบทบาทเหมือนกัน ปีหนึ่งๆ ทำอะไรที่เป็นการพัฒนาครู นอกจากทำหน้าที่ออกใบประกอบวิชาชีพครูพร้อมเก็บค่าใบประกอบวิชาชีพจากครู โดยไม่ได้พัฒนาครูและการพัฒนาครูก็ไม่ใช่การออกมาประเมินเพื่อการตัดสิน แต่ควรพัฒนาด้วยการให้ความรู้ แนะนำชี้แนะมากกว่าการจับผิด
การที่ ครูถูกมองว่าไม่มีคุณภาพเพราะสอนแล้วนักเรียนยังได้คะแนนต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะครูสมัยนี้ไม่ได้สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แม้ว่าจะมีโครงการคืนครูให้กับโรงเรียน โดยการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการให้กับโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศก็ตาม เป็นเพียงการลดภาระงานการโต้ตอบหนังสือราชการให้กับครูที่ต้องทำงานธุรการ ให้กับโรงเรียนเท่านั้น
แต่ครูยังมีภาระหน้าที่ที่จะต้องกรอกข้อมูลนั่นนี่ตามที่หน่วยงานเบื้องบนต้องการเก็บข้อมูล
ครู ต้องประชุมเตรียมวางแผนในกิจการต่างๆ ของโรงเรียน เตรียมเอกสารข้อมูลเพื่อการประเมินภายใน ประเมินภายนอก ไปอบรมเพื่อรับฟังนโยบาย เตรียมการประกวดโรงเรียน แข่งขันสารพัดจะแข่งขัน เข้าค่าย พานักเรียนไปทัศนศึกษาตามนโยบายฟรี 15 ปี และปฏิบัติตามนโยบายเร่งด่วนตามแต่จะสั่งลงมา
รวมทั้งการเป็นครูที่ ปรึกษาในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนในความรับผิดชอบจำนวนมาก ครูต้องทั้งกรอกข้อมูลเกี่ยวกับเด็กตามแต่ละหน่วยงานจะขอมา รวมทั้งการเยี่ยมบ้านนักเรียน โดยใช้เวลาหลังเลิกเรียนหรือวันหยุดบ้าง
ซึ่ง นโยบายเยี่ยมบ้านเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่แต่ละโรงเรียนต้องทำ ทำแล้วกระทรวงศึกษาธิการก็ชื่นชม เขตพื้นที่ก็ยินดี มีการถ่ายรูปออกสื่อต่างๆ ของบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวง
แต่หารู้ ไม่ว่าครูแต่ละคนต้องใช้เวลาตอนไหนไปเยี่ยมบ้าน ระยะทางไกลขนาดไหน อันตรายหรือไม่ โดยเฉพาะครูที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปในท้องถิ่นที่ไกลๆ เนื่องจากโรงเรียนมัธยมศึกษานักเรียนมาจากทุกสารทิศ ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจไม่ดี ปัญหายาเสพติดชุกชุม โชคดีที่ยังไม่มีข่าวว่าเกิดเหตุร้ายใดๆ กับครู
กิจกรรมเหล่านี้ล้วน เบียดบังเวลา สมาธิและสติปัญญาที่ควรจะเก็บไว้สำหรับการวางแผนการสอนดูแลแก้ไขพฤติกรรมของ เด็กๆ ให้อยู่ในร่องในรอยที่ควรจะเป็น
อีกทั้งเมื่อโรงเรียนมี กิจกรรมมากมายทั้งภายในและภายนอกที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับการเรียนการสอนในห้อง เรียนแล้ว การให้ความสำคัญของโรงเรียนจำนวนไม่น้อยจึงหันไปให้ความสำคัญกับกิจกรรม อื่นๆ ที่โดดเด่นมากกว่าการสอน
ดังนั้น เมื่อพิจารณาความดีความชอบ ครูที่ตั้งใจสอน แต่มีกิจกรรมอื่นๆ ไม่โดดเด่น ความดีความชอบย่อมไม่เข้าตากรรมการ จึงทำให้ครูส่วนหนึ่งหันเหไปให้ความสำคัญกับกิจกรรมอื่นๆ มากกว่าการสอน ทั้งที่หัวใจสำคัญของการเป็นครูคือการสอน
สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลต่อ คุณภาพของครู หรือส่งผลทำให้ครูดีๆ จำนวนไม่น้อยเกิดความท้อถอยและเหนื่อยหน่ายต่อระบบราชการที่ไม่เอื้อต่อการ พัฒนาทั้งคุณภาพชีวิตครูและเด็กจนต้องยอมแพ้เออร์ลี่ รีไทร์ไปเป็นจำนวนไม่น้อย
การพัฒนาคุณภาพของครูอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งสถาบันอะไรขึ้นมาสักอย่าง แล้วจะสามารถทำให้ครูมีคุณภาพได้
เพราะ สิ่งที่สำคัญคือ ทำอย่างไรครูดีๆ ที่มีอยู่ในจำนวนกว่า 6 แสนคนได้ทำหน้าที่สอนของตนเองให้เต็มความรู้ความสามารถด้วยความสบายใจ จึงต้องสร้างระบบให้คนดีได้รับการดูแลคุ้มครองอย่างยุติธรรม ให้คนดีได้เชื่อมั่นที่จะทำความดีแล้วได้ดี ไม่ใช่ระบบได้ดีเพราะมีพวก ซึ่งเป็นระบบที่บั่นทอนคุณภาพการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
หากไม่อาจทำลายระบบเล่นพรรคเล่นพวกได้ ถึงตั้งสถาบันที่วิเศษขึ้นมาอย่างไร ก็ไม่อาจทำให้การศึกษาของไทยมีคุณภาพได้
นอก จากนี้แนวคิดที่จะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ตั้งแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะปัญหานี้ไม่ใช่พึ่งจะเกิดขึ้น พูดกันมานานแต่ยังคงเป็นปัญหาอยู่
วิธี แก้ที่ง่ายและเฉพาะหน้าสุดคือ แบ่งเงินสองพันล้านบาทส่วนหนึ่งมาเป็นเงินเดือนครู แล้วเรียกบรรจุครูเพิ่มขึ้น เป็นทั้งการแก้ปัญหาขาดแคลนครู และแก้ปัญหาบัณฑิตตกงานที่มีอยู่เกลื่อนกลาด อีกทั้งยังก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นด้วยการลงทุนสร้างอาคารสถานที่สักเท่าไร
ประการ ต่อมาการจะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการผลิตครู เป็นการรวมอำนาจ และให้ความสำคัญกับแนวคิดของคนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่คน จะดีกว่าการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา แล้วให้คิดกันอย่างหลากหลายได้อย่างไร
การที่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ กระจายอยู่ทั่วประเทศตามท้องถิ่นต่างๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏเหล่านี้ย่อมมีความแตกต่างตามแต่ละท้องถิ่น เข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง เมื่อผลิตบัณฑิตออกมาย่อมมีสิ่งโดดเด่นในการรับรู้เข้าใจในสภาพแวดล้อม ประเพณี วัฒนธรรม และสามารถนำภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาผสมผสานกันเป็นองค์ความรู้ นำไปใช้ในการอบรมสั่งสอนให้เด็กของตนมีความรักและความภูมิใจในท้องถิ่นของตน เอง อันเป็นการปลูกฝังให้เด็กเข้าใจในรากเหง้าความมีอัตลักษณ์ของตน ย่อมมีภูมิคุ้มกันในการที่จะอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี
ส่วน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ผลิตบัณฑิตด้านการศึกษา เช่นกัน แต่ละสถาบันเหล่านี้ย่อมมีอัตลักษณ์เป็นของตนเองที่สามารถหล่อหลอมกล่อมเกลา ครูดีๆ เก่งๆ ออกไปรับใช้สังคมรุ่นต่อรุ่น มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ประสบการณ์เหล่านี้ย่อมมีมากกว่าสถาบันที่จะตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าทำแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่
ดังนั้นทำไมรัฐจึง ไม่ส่งเสริมสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีมีคุณภาพยิ่งขึ้น ตรงไหนมีรอยรั่ว มีตำหนิที่ต้องแก้ไขต่อเติมเสริมแต่งให้ดีให้มีคุณภาพก็น่าจะทำ มีของดีอยู่แล้ว ไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์
มัวแต่ฝันลมๆ แล้งๆ กับสิ่งที่ยังมองไม่เห็น แล้วอีกกี่ปีการศึกษาไทยจะวิ่งตามประเทศเพื่อนบ้านที่การศึกษาล้ำหน้ากว่า ประเทศไทยได้ทันเสียที!!
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 7 - วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11546
เปิด "หลุมดำ"ระบบการศึกษาไทย
จะอย่างไรก็แล้วแต่ มาตรฐานการศึกษาที่ว่านี้สามารถนับรวมไปถึงมาตรฐานของนักเรียน ครู และสื่อการเรียนการสอนอีกด้วย แต่เคยตั้งข้อสังเกตบ้างหรือไม่ว่า ผลการประเมินบนแผ่นกระดาษ หรือรายงานเล่มหนาๆ ที่ว่านี้ ได้เคยสำรวจลึกลงไปถึงแก่นของความไม่ได้มาตรฐานของสถานศึกษา หรือสิ่งที่ถูกประเมินเหล่านั้นหรือไม่
รายชื่อโรงเรียนระดับประถมศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นับร้อยๆ แห่งทั่วประเทศ ที่ถูกระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ต้องเดินทางไกลถึงสุดขอบชายแดนของประเทศไทย เพียงแค่สถานศึกษาในจังหวัดใกล้เคียงรอบๆ กรุงเทพมหานคร ที่ทีมงานรายการ "หลุมดำ" เลือกสุ่มเดินทางลงไปในหลายพื้นที่ ได้พูดคุยทั้งครูและเด็ก ทีมงานพบสิ่งที่น่าจะเรียกได้ว่า "ด้อยมาตรฐาน" นั้นมีอยู่จริง และที่มากไปกว่านั้นก็คือ ยังพบสาเหตุที่ทำให้สถานศึกษาเหล่านั้น อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้อีกด้วย
8+7 เท่ากับ 13 คือคำตอบที่ฉะฉานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นี่คือหนึ่งในหลายคำตอบที่ทีมงานได้รับในเช้าวันหนึ่งที่เข้าไปพูดคุยกับบรรดานักเรียนที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำเวรเช้าก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ เด็กๆ ยังสนุกกับการตอบอีกหลายคำถามในทำนองเดียวกันนี้ แม้ว่าพวกเขาต้องตอบคำถามเดียวอยู่หลายครั้ง กว่าจะหาคำตอบที่ถูกต้องได้ในที่สุด นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นค้นหาความไม่ได้มาตรฐาน และเป็นการเริ่มต้นย้อนรอยเส้นทางของผลการประเมินมาตรฐานการศึกษาที่ทำให้สังคมตื่นตระหนกกันอยู่ในขณะนี้เท่านั้น
ถ้าหากการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น คือสิ่งที่จะเป็นวิชาติดตัว และเป็นความคาดหวังให้นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการต้องมีแล้วนั้น ในทุกโรงเรียนที่ทีมงานเดินทางไป กลับพบว่ายังมีสัดส่วนของนักเรียนที่กำลังจะจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ยังอ่านไม่ค่อยออก เขียนไม่ถูกต้อง คิดเลขไม่เป็นนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่จริง
หากจะเทียบสัดส่วนของครู และนักเรียนต่อห้องเรียนนั้น โรงเรียนเหล่านี้แทบไม่มีข้ออ้างใดที่แก้ตัวได้เลย ในเมื่อบางห้องเรียนมีนักเรียนเพียง 6 คน หรือมากที่สุดก็ไม่เกิน 20 คน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ครูหนึ่งคนของสถานศึกษาที่ถูกระบุว่าต่ำกว่ามาตรฐานเหล่านี้ มีหน้าที่มากกว่าสอนหนังสือ พวกเขาเป็นได้ตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงเรียน ฝ่ายธุรการ ฝ่ายการเงิน ภารโรง และครูผู้สอนที่สอนมากกว่าหนึ่งชั้นเรียนในแต่ละวัน หรือมากกว่าหนึ่งชั้นเรียนในหนึ่งชั่วโมง เมื่อสภาพความเป็นจริงเป็นเช่นนี้แล้ว จะคาดหวังในเรื่องของมาตรฐานการศึกษาที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนอย่างที่ตั้งกันไว้ได้อย่างไร
ครูของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า "สอนชั้น ป.1 และ ป.2 ในชั้นเรียนเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ให้เด็กทั้งสองชั้นเรียนไปพร้อมๆ กัน เด็กไม่สับสน เพราะเนื้อหาของ ป.2 จะลึกกว่า ป.1 เช่น ให้เด็กวาดรูป ของ ป.1 ก็ให้หัวข้อบ้านของเรา ส่วน ป.2 ก็สังคมของเรา ที่ต้องทำแบบนี้เพราะครูเราไม่พอ ไม่พอมาหลายปีแล้วด้วย"
ครูอีกคนของโรงเรียนใน จ.ฉะเชิงเทรา บอกว่า "จบคอมพิวเตอร์ แต่ต้องมาสอนเด็กอนุบาล ก็ต้องมีการปรับตัวเรียนรู้ธรรมชาติของเด็กเล็ก เวลาที่เด็กนอนก็ไปสอนคอมพิวเตอร์" ครูอีกคนหนึ่งจากโรงเรียนเดียวกัน เสริมว่า "งานที่ต้องทำมากกว่างานสอน นี่ต้องทำงานสหกรณ์ด้วย เป็นคนขาย ทำบัญชี เปิดปิดประตู จัดเรียงสินค้า และหาซื้อสินค้ามาขายในสหกรณ์ด้วย ที่เหลือคือเวลาของการสอนหนังสือ"
"นี่ถ้าหากมีโครงการ early retired อีกรอบจะสมัครเข้าโครงการ ไม่ใช่ว่าอยากทิ้งงานสอนไปนะ แต่เพราะทนระบบไม่ไหว ระบบไม่เอื้ออะไรให้ครูได้ทำงานอย่างเต็มที่เลย ทุกวันนี้นะงานเอกสารเยอะมาก ต้องทำแผนการสอนเป็นรายงาน ทุกอย่างต้องลงในกระดาษ เพราะเบื้องบนเขาอยากได้แบบนั้น
เมื่อเขามาประเมินก็ดูจากกระดาษจากรายการงานสอนที่เราทำ ถามคำถามกับเด็กๆ บ้าง ก็แค่นั้น แต่งานครูนั้นมากกว่าสอนหนังสือ ครูคนหนึ่งทำทุกอย่าง สอนทุกวิชา จะเอาเวลาที่ไหนทำแผนการสอนได้ตลอดเวลา เด็กแต่ละคนก็ต้องให้ความดูแลไม่เท่ากัน บางคนอ่อนก็ต้องสอนเพิ่ม แต่วันหนึ่งๆ เราสอนเต็มทั้งวัน แล้วจะเอาเวลาที่ไหนดูแลเด็กเต็มที่ ดูแล้วหนทางมันมืดมนมากๆ" ครูคนหนึ่งระบายกับทีมงานอย่างหมดใจ
ถ้าหากจะถามผู้บริหารโรงเรียนในฐานะที่ไม่สามารถนำพาสถานศึกษาผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไปได้ว่ารู้สึกอย่างไรกับผลประเมินนี้ คำตอบที่ได้รับก็ไม่ต่างจากครูน้อยทั้งหลาย ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งของ จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า "ผมเฉยๆ ผมรู้ตัวผมทำเต็มที่แล้ว ต้องปลง และปลอบใจตัวเอง เพราะเขาไม่เคยมาดูปัญหาอย่างแท้จริง โรงเรียนผมถูกตัดตำแหน่งครูมาหลายปีแล้ว ครูคนหนึ่งต้องทำงานหลายอย่าง งบประมาณเรื่องสื่อการสอนก็ไม่พอ โรงเรียนต้องพึ่งชุมชน แล้วดูชุมชนรอบๆ โรงเรียน เขาจะเอาที่ไหนมาช่วยโรงเรียน ลำพังดูแลครอบครัวตัวเองก็จะแย่แล้ว ไม่เหมือนชุมชน หรือผู้ปกครองโรงเรียนในเมือง"
"เกณฑ์ที่เขาสร้างมาประเมินจะเอามาใช้กับโรงเรียนบ้านนอกไม่ได้หรอก เกณฑ์แบบนั้นควรใช้กับเด็กโรงเรียนสาธิตโน่น ไม่ใช่เด็กบ้านนอกแบบนี้ อย่างโรงเรียนของเราผ่านแค่ 70% ก็ดีแล้ว เมื่อก่อนยังมีระบบให้เด็กซ้ำชั้นเรียนได้ ถ้าเขาไม่ผ่านจริงๆ แต่เมื่อกระทรวงบอกว่าไม่ให้ซ้ำชั้น ก็ต้องให้ผ่านไป แต่คนเรียนเก่งก็ใช่ว่าเขาจะออกไปประกอบอาชีพได้ดี หรือบางคนเข้าเรียนชั้นประถม ก็เพราะเป็นการศึกษาภาคบังคับ จบ ป.6 แล้วก็แล้วกัน ไม่ได้เรียนต่อ" นี่คือความเห็นของครูน้อยอีกคนหนึ่ง
ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่พบนั่นก็คือ สังคม และครอบครัวของเด็กๆ ในสถานศึกษาเหล่านี้ เป็นสังคมของคนหาเช้ากินค่ำ ผู้ขายแรงงาน พ่อติดเหล้า แม่ไม่มี ฯลฯ เพราะฉะนั้น จะคาดหวังให้เกิดความดูแลเอาใจใส่เด็กๆ หลังเลิกเรียน คงเป็นเรื่องยาก เด็กๆ ที่เข้าข่ายอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้จำนวนหนึ่งที่ทีมงานรายการ "หลุมดำ" ได้ติดตามไปถึงบ้าน สภาพครอบครัวไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ แต่จะแปลกอะไร ถ้าหากว่าพวกเขาก็ไม่ได้คิดจะเอาดีทางการเรียน หรืออีกมุมหนึ่ง นั่นก็คือ พวกเขาคงไม่มีโอกาสจะได้เรียนสูงมากไปกว่าระดับประถมศึกษาก็แค่นั้น
บ่อยครั้งที่เรามักเปรียบครูเป็นเหมือนเรือจ้างที่มีหน้าที่ต้องพายส่งผู้โดยสารให้ถึงฝั่งอย่างปลอดภัย แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากว่าเรือหลายลำ ต้องแบกภาระ และความรับผิดชอบมากเกินที่จะบรรทุกไหว วันนี้ ระบบการศึกษาไทย ถูกระบุว่า อยู่ในสภาวะของความป่วยไข้ นั่นอาจตีความได้คล้ายๆ กับว่า เมื่อคนเราป่วยไข้ ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษา หรือให้ยาที่ตรงกับความเจ็บป่วยนั้นๆ
หากเปรียบระบบการศึกษาไทยเป็นเหมือนผู้ป่วย ที่พบความบกพร่องในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทั้งขาดแคลนครูผู้สอน หรือครูที่มีอยู่ก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือเป็นเพราะว่าภาระหน้าที่ที่ครูหนึ่งคนต้องรับผิดชอบนั้น มากเกินไป
มากไปกว่านี้ยังพบว่า ผลผลิตของระบบการศึกษาในระดับประถมจำนวนหนึ่ง อยู่ในเกณฑ์อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ขณะที่ครูอีกจำนวนไม่น้อย พร้อมสมัครใจเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เพราะทนแรงกดดันในระบบไม่ไหว
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากคนไข้ที่ชื่อว่า "การศึกษาไทย" ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อะไรคือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ถ้าหากไม่ใช่เยาวชนตาดำๆ ของสังคมไทย ซึ่งอาจจะกลายเป็นผลผลิตที่ด้อยคุณภาพในอนาคตในที่สุด
มาตรฐานการศึกษากับ "ความเป็นอื่น" ?
มาตรฐานการศึกษากับ "ความเป็นอื่น" ?
จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์
นิสิตปริญญาเอก คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
(บทความนี้ ยาวประมาณ 12 หน้ากระดาษ A4)
ผลพวงของโลกาภิวัฒน์ได้ช่วยพัดพากระแสความคิดเรื่อง "คุณภาพ" (Quality) และเรื่อง "มาตรฐาน" (Standard) ให้กระจายไปทั่วทุกหัวระแหง ตั้งแต่มุมโลกตะวันตกสู่โลกตะวันออก หรือแม้แต่ภาคการผลิต/กิจการต่างๆ ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ ภาคบริการ จนไปถึงแวดวงการศึกษา (Education) ซึ่งต่างก็หันมาเน้นเรื่องดังกล่าว และถือเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของประเทศ
ในทำนองเดียวกันนั่นได้ทำให้คำว่า "คุณภาพและมาตรฐานการศึกษา" กลายเป็นวาทกรรมหลักของการพัฒนาทั้งนัยแห่งการปฏิรูปการศึกษา การสร้างคน/พัฒนาชาติ ซึ่งประเทศไทยเองก็ถือว่านี่เป็นโจทย์สำคัญที่จะทำให้ชาติไทยยิ่งใหญ่ได้ไม่น้อยหน้าชาติอื่นเช่น
ด้วยเหตุนี้ ระบบประกันคุณภาพและประเมิน "มาตรฐานการศึกษา" และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ที่กำเนิดจากความในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 ก็ได้ถูกยกขึ้นให้เป็นนัยยะสำคัญทั้งในเชิงของ "วิสัยและเป้าหมาย" กับ "วิถีและปลายทาง" การพัฒนา
ฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ในปี 2456-2547 ที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เริ่มตะลุยประเมินมาตรฐานสถานศึกษารอบแรกนั้น จึงนับเป็นช่วงเป็นปีที่ สมศ. ประสบความสำเร็จมากพอที่จะสามารถโอ้อวดได้ไม่อายใคร ทั้งในแง่ของการสร้างทีมประเมินคุณภาพภายนอกก็ดี หรือในแง่การประเมินสถานศึกษาก็ดี ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยสามารถสร้างทีมประเมินภายนอกขึ้นมาได้กว่า 2 พันคน เพื่อลงไปประเมินโรงเรียนได้ถึงกว่า 3 หมื่นแห่ง และภายในปี 2547 คาดว่าการประเมินสถานศึกษาทั้งหมดก็คงเสร็จสิ้นเรียบร้อย ซึ่งหลังจากนั้นสมศ. ก็คง "ถอดบทเรียน" เป็นนัยยะต่อการพัฒนาประเทศต่อไป
อย่างไรก็ตาม ดูเผินๆ สมศ.ก็น่าจะเป็นปราการหน้าของการจัดการปัญหาการศึกษาที่มีมาช้านาน แม้แต่งานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) หรือสภาการศึกษาเอง ก็ได้รายงานผลการจัดการศึกษาและผลการปฏิรูปการศึกษานับแต่มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ว่า หนึ่งในเรื่องที่น่ายกย่องว่าสำเร็จระดับสูงคือเรื่องการประเมินมาตรฐานภายนอกนี่เอง
แต่กระนั้นเมื่อเอาเข้าจริง ก็ยังคงพบคำถามสำคัญที่ยังไม่มีใครตอบคือ
กระบวนการประเมินคุณภาพทั้งหมดนั้น เป็นคุณภาพบนความหมายของใครและเพื่อใคร มาตรฐานที่ว่านั้น เป็นมาตรฐานของใคร วัดและพัฒนาใคร เพื่อใคร และใครกันที่คือ "ความเป็นอื่น"
ขุดรากฐานคิดปฏิรูปการศึกษาไทย : คติรัฐในการพัฒนา
ถ้าย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์การศึกษาไทยตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ที่ประเทศต้องการหลอมรวมความเป็นปึกแผ่นด้วยอำนาจส่วนกลางเพื่อความมั่นคงประเทศ การศึกษาเองก็ถูกจัดระเบียบมาโดยนับตั้งแต่บ้าน วัด วัง เพื่อให้ตอบสนองความต้องการดังกล่าว ได้นำไปสู่การกำเนิดโรงเรียน ครู โรงเรียนฝึกหัดครู/ผู้เรียน ก่อเกิดการใช้/กระจายงบประมาณจากส่วนกลางเข้าไปจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ ซึ่งนั่นได้เข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาในครัวเรือน ภูมิปัญญาช่าง ภูมิปัญญาท้องถิ่น(1)
ตรงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ที่แม้จะเข้าใจได้ในการจัดระบียบการศึกษาเพื่อให้ประเทศดูมีความทันสมัย และเพื่อสร้างผู้คนให้มีความรู้ "วิชาหนังสือ" เพื่อรองรับโครงสร้างงานและระบบราชการยุคใหม่ที่ต้องการคนรู้วิชาหนังสือมากขึ้น(2) แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การปฏิรูปการศึกษาเมื่อร้อยปีที่แล้วที่อาศัยการศึกษาเป็นเกราะต้านทานประเทศมหาอำนาจนั้น แม้เรื่อง "ความเป็นอื่น" จะไม่ถูกกล่าวไว้ แต่ถึงมิใช่ก็ใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งมีผลต่อเปลี่ยนคุณค่าของการศึกษาให้กับสิ่งที่เคยเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของชุมชน และสิ่งที่เป็นความรู้ในวิถีชีวิตของชาวบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องการทำมาหากิน หรือความรู้เรื่องการดำรงตนในสังคม ต่างได้กลายเป็นความด้อยค่าและเสื่อมศักดิ์ศรีไป ภายใต้วาทกรรมของ "ความทันสมัย" (modernization) และ "ความศิวิไลท์" (civilization)(3)
ที่สำคัญแม้จะมีการเปลี่ยนระบบการปกครองไปสู่ระบบประชาธิปไตยก็ตามที วิธีคิดเกี่ยวกับการจัดระเบียบการศึกษาก็ยังไม่หนีไปจากวิธีคิดแบบที่ "ยึดผู้นำเป็นหลัก เน้นสิทธิศักดิ์โดยรัฐเป็นฐาน" อยู่ดี ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมครึ่งหลังศตวรรษที่ผ่านมา การศึกษาก็ยังคงผลิตซ้ำ (Reproduction) ระบบความรู้ความคิดจากรัฐภายใต้วาทกรรมของ "ผู้ใหญ่ลี"(4) และ "โครงการการศึกษาแห่งชาติ"(5)
สิ่งที่ตามมาก็คือกระบวนการสร้าง "ความเป็นอื่น" ที่เกิดขึ้น เพื่อเปลี่ยนแปลงความเป็น "เขา" (ที่รัฐเห็น) มาให้เป็น "เรา" (ที่รัฐกำหนด) โดยผ่านขบวนการจัดการของรัฐที่เชื่อเป็นนักเป็นหนาว่า
1) การพัฒนา (Development) คือความก้าวหน้า (Progress) เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคนิค (A Technical Matter) ซึ่งต้องดำเนินการโดย "ผู้เชี่ยวชาญ" (Experts) ด้านต่างๆ เพื่อนำเอาแนวคิดทางเทคนิคเข้ามาใช้ในการวางแผนพัฒนาให้เกิดความสำเร็จ โดยถือว่า ความก้าวหน้า (หรือการพัฒนา) นั้น คือ ความเจริญเติบโต (Growth) ซึ่งวัดกันได้ที่ถาวรวัตถุ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านต่างๆ
2) ตะวันตกคือตัวแบบของการพัฒนา ประเทศพัฒนาแล้วเช่นสหรัฐอเมริกาเป็นตัวแบบของการพัฒนาที่พึงประสงค์สูงสุด เป็นตัวแบบที่ประเทศอื่นจะต้องกวดตามให้ทัน (American/Ideal Standard)
3) การพัฒนาต้องเน้นวิธีคิดแบบ Missing-Factor Approach เป็นการหาว่าสิ่งที่ประเทศไทยไม่มีหรือขาดไปคืออะไร จึงเป็นเหตุให้ด้อยพัฒนาเมื่อ 40 ปีที่แล้ว จนมาถึงปัจจุบันคือการพยายามหาว่า ปัจจัยอะไรที่หายไป ทำให้ประเทศกวดไม่ทันกระแสแข่งขันของโลกาภิวัฒน์ ในขณะเดียวกันก็คิดแบบ Single Factor Approach คือเชื่อว่ามีปัจจัยเดี่ยวที่เป็นกุญแจหลักสำคัญที่สุด ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะทันสมัยได้เหมือนประเทศพัฒนาแล้ว หรือในปัจจุบันคือปัจจัยหลักซึ่งจะทำให้เราสามารถวิ่งโลดได้บนลู่ของการกวดไล่ตามกระแสโลกาภิวัฒน์(6)
ผลแห่งความเชื่อข้างต้นที่ฝังแน่นในใจรัฐมากกว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมานั้น ไม่เพียงแต่สร้างความเป็นอื่นให้แก่ระบบการเรียนรู้ของภาคประชาชนด้วยแล้ว ยังกลับยิ่งตอกย้ำมายาคติที่ว่า "รัฐเป็นเอก ราษฎร์เป็นรอง" ได้เหนียวแน่นสนิทใจ
มาตรฐานการศึกษาในโลกาภิวัฒน์ : อุดมคติของการศึกษาเปี่ยมคุณภาพ
"กระแสแห่งคุณภาพ" ที่ได้แพร่กระจายไปวงการศึกษาทั่วโลก อันเนื่องมาจากแรงกดดันของสาธารชนที่มุ่งหวังที่จะเห็นการศึกษาของบุตรหลานของตน เปี่ยมไปด้วยคุณภาพและเป็นเครื่องเตรียมเยาวชนเหล่านี้ให้พร้อมที่จะประกอบหน้าที่การงาน และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงผาสุขในโลกปัจจุบัน ได้นำไปสู่การก่อเกิดกลยุทธ์การประกันคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาที่หลากหลาย
ตั้งแต่การจัดอันดับสถานศึกษา (ranking) การใช้ดัชนีบ่งชี้การดำเนินงาน (performance indicators) ไปจนถึงการประกันคุณภาพเชิงธุรกิจ เช่น ระบบมาตรฐาน ISO 9000 ระบบ Total Quality Management (TQM) หรือระบบคุณภาพ Malcolm Baldrige Award ที่ต่างก็มีดัชนีหรือกรรมวิธีที่จะวัด/ประเมิน/ตัดสินว่าอะไร "ดี-ด้อย" อันเป็นนัยต่อการสร้างความ "เป็นอื่น/ไม่เป็นอื่น" ไปพร้อมๆ กัน
แม้ในเจตนาดีของแนวคิดดังกล่าวจะเน้น "ความรับผิดชอบต่อการศึกษา" (ทั้งที่ดี/ด้อย) ที่สามารถ "ตรวจสอบได้" หรือที่เรียกให้หรูว่า "Accountability" ภายใต้วิธีคิดแบบ positivism ที่เชื่อว่า ทุกอย่างต้องประจักษ์ สามารถจัดการและควบคุมได้เสมอ (can management /can control)
ยิ่งเมื่อมอง "ระบบประกันคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาไทย" ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 ที่ว่า "มาตรฐานคือข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพที่พึงประสงค์ ที่ต้องการให้เกิดในสถานศึกษาทุกแห่ง" และเป็นตัวตรวจสอบและประกันคุณภาพการศึกษาที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยกระดับคุณภาพ(9) ที่มิอาจแยกออกจากกันได้
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 ในมาตรา 4 และหมวด 6 ดังนี้(10)
- "คุณภาพ" เป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์. คุณภาพมีสองระดับ คือ คุณภาพขั้นต่ำ หรือ คุณภาพพื้นฐานที่ต้องเป็น (must be quality) กับคุณภาพระดับพัฒนา ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพ ต่อจากคุณภาพขั้นต่ำ คุณภาพระดับนี้เรียกว่าคุณภาพคาดหวัง (expected quality).
- "สถานศึกษา" หมายถึง สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย สถาบัน มหาวิทยาลัย หน่วยงานทางการศึกษา หรือหน่ายงานอื่นของรัฐหรือของเอกชน ที่ทีอำนาจหน้าที่หรือมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา.(11)
- "มาตรฐานการศึกษา" หมายความว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะคุณภาพที่พึงประสงค์ และมาตรฐานที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแห่ง เพื่อใช้เป็นหลักในการเทียบเคียงสำหรับการส่งเสริมและกำกับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผล และการประกันคุณภาพการศึกษา
- "การประกันคุณภาพภายใน" หมายความว่า การประเมินผลและการติดตาม ตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา จากภายในโดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเอง หรือ โดยหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษานั้น
- "การประกันคุณภาพภายนอก" หมายความว่า การประเมินผลและการติดตาม ตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา จากภายนอก โดยสำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา หรือบุคคล หรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง เพื่อเป็นการประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
อย่างไรก็ตาม ถ้าดูตามนี้ ก็อาจกล่าวได้ว่า ยังไม่ทันที่จะเริ่มเดินตามเจตนารมณ์อันดีการปฏิรูปการศึกษาเลย ก็ดันมีชุดวาทกรรรมใหม่จากรัฐที่เป็นนัยยะแห่งสร้างความเป็นอื่นที่ดูจะ "สลับซับซ้อน" มากขึ้น ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีก็อาจคิดได้ไกลไปด้วยว่า ระบบมาตรฐานนี้อาจจะยิ่งทำ "ความรู้พื้นบ้าน" ในวิถีชุมชนกลายเป็นอื่นสมบูรณ์แบบ และแถมไปด้วยอาจจะทำให้เรื่อง "ความรู้สากล" ในระบบโรงเรียนถูกตั้งข้อสงสัยไปด้วยว่า
ความรู้สากลที่มีในโรงเรียนหรือโรงสอนหนังสือเหล่านี้มีมาตรฐานพอหรือไม่ หรือถ้ามีคุณภาพมาตรฐานไม่พอเพียงมันจะถูกจัดการเช่นไรให้เกิดการพัฒนา
กฎแห่งการประกันคุณภาพมาตรฐานชาติ : ขบวนการตรวจการวิสัยเดี่ยว อคติโดยสุจริต ?
ด้วยความที่โรงเรียนกลายเป็นแหล่งการศึกษาหลักมากว่าศตวรรษ และประชาชนก็จำนนต่อการเดินเข้าโรงเรียน-เรียนหนังสือ-ทำการบ้าน-สอบ เหมือนโรงงาน เราจึงได้เห็นภาพความเคลื่อนไหวของการประเมินคุณภาพมาตรฐานสถานศึกษาที่สร้างความตื่นตัว/ตื่นตูมทั้งเด็ก ครู ผู้บริหาร ตลอดจนทุกสิ่งทุกอย่างที่โรงเรียนทำ และต้องทำเพื่อรับการประเมินมาตรฐานจนหนึ่งเสมือนว่า นั่นคือวิถีทางของการพัฒนาที่รัฐ/ตัวแทนรัฐที่สวมศักดิ์เป็นผู้ตรวจการ
ในทำนองเดียวกัน เพื่อให้โรงเรียนหรือแม้แต่สถาบันอุดมได้รับการรับรองว่าจัดการศึกษาได้ดีจริง โรงเรียนจึงต้องมีระบบประกันคุณภาพภายใน ที่เข้มตามเกณฑ์มาตรฐานการเรียนรู้ระดับชาติ (หลักสูตร) /มาตรฐานทบวง ควบคู่กับกระบวนการเตรียมการรองรับการประกันคุณภาพภายนอก ที่จะมีขบวนทัพของผู้ประเมินภายนอกจำนวนหนึ่งมาติดตาม ตรวจวัดและประเมินคุณภาพมาตรฐานสถานศึกษานั้นๆ ภายใต้เกณฑ์มาตรฐานที่สมศ.กำหนดจากการประมวลองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง(12)
สาระสำคัญบางประการเกี่ยวกับการประเมินและรับรองมาตรฐานสถานศึกษา โดยสมศ.(13)
1. สถานศึกษาจะเตรียมตัวรับการประเมินคุณภาพภายนอกได้อย่างไร
ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 48 ให้สถานศึกษาดำเนินการประกันคุณภาพภายใน โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สถานศึกษาจึงต้องดำเนินการประกันคุณภาพภายในตนเอง และจัดทำรายงานการประเมินตนเองหรือรายงานประจำปีที่มีการศึกษาและวิเคราะห์ตนเอง (SSR/Self-Study Report, SAR/Self-Assessment Report) เสนอมายัง สมศ. เพื่อผู้ประเมินภายนอกไปประเมินสถานศึกษาจากรายงานการประเมินตนเอง/รายงานประจำปีของสถานศึกษาเป็นสำคัญ และใช้วิธีการอื่นๆ อีกเช่นกัน การสัมภาษณ์ผู้บริหาร ครูอาจารย์ นักศึกษา การเยี่ยมชมสถานที่ การสังเกตการเรียนการสอน ตลอดจนการสัมภาษณ์บุคคลอื่น เช่น นักศึกษาเก่า นายจ้างของนักศึกษา เป็นต้น2. ใช้มาตรฐานและตัวบ่งชี้ใดในการประเมิน
สมศ.มีฐานคติในการประชุมที่คำนึงถึงเอกลักษณ์และธรรมชาติของสถานศึกษา จึงใช้รูปแบบกัลยาณมิตรประเมิน (Amicable assessment model) ผู้ประเมินภายนอกจะต้องมีความเข้าใจสถานศึกษาที่ขอรับการประเมิน และมีเจตคติที่ดีต่อสถาบัน ที่สำคัญจะต้องกำหนดประเด็นและออกแบบประเมินให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์ และพันธกิจของสถานศึกษาที่ขอรับการประเมิน โดยประเมินด้วย1) มาตรฐานการประเมินภายนอก สมศ.
2) มาตรฐานของการประกันคุณภาพภายในที่สถานศึกษาได้ดำเนินการอยู่แล้วจึงขอให้สถานศึกษาส่งรายงานการประเมินตนเองมายัง สมศ. และขอให้เพิ่มข้อมูลตามตัวบ่งชี้ที่ยังไม่มีอยู่ในรายงานการประเมินเท่าที่จะทำได้ โดยอาจจะจัดทำเป็นเอกสารเพิ่มเติม หรือเอกสารภาคผนวก
3. ตัดสินผลการประเมินอย่างไร
การประเมินในรอบแรกจะเป็นการประเมินเพื่อยืนยันสภาพจริง ยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์ตัดสินใจ จะพิจารณาผลการประเมินด้วยมิติ 3 มิติว่าสถานศึกษาได้มีการดำเนินงานในแต่ละมาตรฐานอย่างไร ประกอบด้วยAwareness มีความตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาการศึกษาให้ได้มาตรฐาน มีความเข้าใจในสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น และมีจิตใจที่อยากพัฒนาให้ดีขึ้น
Attempt มีความพยายามที่จะทำให้ความตระหนักนั้นเป็นความจริง โดยมีร่องรอยความพยายามในการปรับปรุงแก้ไข พัฒนาคุณภาพการดำเนินงานของสถาบันให้ดีขึ้น
Achievement บรรลุผลสัมฤทธ์จากความพยายามที่ได้ดำเนินการมา และเกิดผลตามสภาพจริงในแต่ละมาตรฐานและตัวบ่งชี้
ประการที่สำคัญผู้ประเมินภายนอกจะช่วยเสนอแนวทางในการพัฒนาของแต่ละมาตรฐาน เพื่อให้สถานศึกษาได้นำคำเสนอแนะไปปรับใช้ในการพัฒนาสถานศึกษาต่อไป ดังนั้น สมศ. จะยังไม่ตัดสินผลการประเมินว่าสถานศึกษาผ่าน - ไม่ผ่านการประเมิน และยังไม่รับรองว่าสถานศึกษาผ่านการประเมินเหมือนกับระบบการประกันคุณภาพอื่นๆ เช่น ระบบ ISO แต่ สมศ. จะรับรองรายงานผลการประเมินภายนอก และรับรองว่าสถานศึกษาได้รับการประเมินภายนอกจาก สมศ.
มาตรฐานที่ว่านั้นมีด้วยกันใน 3 ลักษณะ คือ
1) มาตรฐานอุดมศึกษาแห่งชาติ (ทบวงมหาวิทยาลัย จัดทำ )2) มาตรฐานการศึกษาแห่งชาติระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
3) มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก โดยมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีตั้งแต่ด้านผู้เรียน ด้านกระบวนการ ด้านปัจจัย รวมใช้ในรอบแรก 14 มาตรฐาน 53 ตัวบ่งชี้ ส่วนมาตรฐานอุดมศึกษามี 8 มาตรฐาน 30 ตัวบ่งชี้(14)
ฉะนั้นสถานศึกษาที่จะได้รับการ "ประทับตรา" รับรองว่า มีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพก็ต้องผ่านกระบวนการแห่งการประกันและประเมินดังกล่าวตามตัวบ่งชี้ต่างๆ ซึ่งน่าสังเกตว่า ตกลงแล้วนั่นคือ เกณฑ์ชี้วัดมาตรฐานใคร เพื่อใคร
ทั้งนี้ แม้ สมศ.จะย้ำจุดยืนที่ว่า จุดมุ่งหมายของการประเมินคุณภาพภายนอกโดย สมศ. นั้น ก็มิไม่ได้มุ่งเน้นในการตัดสินในเรื่องการให้คุณให้โทษ หรือการจัดอันดับสถานศึกษาแต่อย่างใด แต่เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งรู้ตัวเองและปรับปรุงตัวเอง เพื่อให้กระบวนการการศึกษาทั้งหมดของประเทศไทยสามารถยกระดับให้สูงขึ้นได้(15)
แต่ในความเป็นจริงนั้นเล่า ข้อมูลจากสนามโรงเรียนและคำบอกเล่า ล้วนแต่เต็มไปด้วยภารกิจแห่งการวิเคราะห์ จัดทำรายงาน SSR / SAR ที่ทำให้ครูไม่เป็นอันสอน ผู้บริหารไม่เป็นอันนอน คือมุ่งแต่หมกมุ่นกับระดมกำลัง เขียนกระดาษ วาดเรื่องเล่าข้อเท็จ/จริง ให้มีคุณภาพมาตรฐาน(16) เพื่อให้ผ่านการตรวจเยี่ยมและรับป้ายประกาศ แม้นั่นจะเป็นเพียงภาพมายา
จากจุดนั้นจนถึงจุดนี้จึงเห็นได้ชัดว่า การศึกษาไทยจะเป็นอะไรเสียมิได้นอกจากจัดระเบียบคุณภาพมาตรฐานตามที่รัฐกำหนด(17)
ท้ายที่สุด ตัวบ่งชี้ที่วัดประเมินสถานศึกษาก็ดูไม่ต่างจากกระบวนการตราประทับ (labeling) ที่สำคัญคือไม่อาจปฏิเสธว่ามันได้ส่งผลให้ "สถานศึกษา" ที่ถูกประเมินกำลังกลายเป็น "ความเป็นอื่น" ที่เสมือนว่าไม่อาจยอมให้สถานศึกษานั้นแตกต่างกันได้ไม่ว่าจะในบริบทใดๆ ก็ตาม
มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินภายนอก (สมศ.)(18)
ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 14 มาตรฐานการศึกษา (ระยะแรก)
มาตรฐานด้านผู้เรียน
1) มาตรฐานที่ 1 เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์
2) มาตรฐานที่ 4 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์
3) มาตรฐานที่ 5 เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร
4) มาตรฐานที่ 6 ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
5) มาตรฐานที่ 9 ผู้เรียนมีทักษะในการทำงาน รักการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต6) มาตรฐานที่ 10 ผู้เรียนมีสุขนิสัย สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี
7) มาตรฐานที่ 12 ผู้เรียนมีสุนทรียภาพและลักษณะนิสัยด้านศิลปะ ดนตรี และกีฬา มาตรฐานด้านกระบวนการ
8) มาตรฐานที่ 13 สถานศึกษามีการจัดองค์กร/โครงสร้างและการบริหารงานอย่างเป็นระบบ ครบวงจร ให้บรรลุเป้าหมายการศึกษา
9) มาตรฐานที่ 14 สถานศึกษาส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา
10) มาตรฐานที่ 18 สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ11) มาตรฐานที่ 20 ผู้บริหารมีภาวะผู้นำและมีความสามารถในการบริหารจัดการ
12) มาตรฐานที่ 22 ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
13) มาตรฐานที่ 24 ครูมีคุณวุฒิ/ความรู้ ความสามารถตรงกับงานที่รับผิดชอบ และมีครูเพียงพอ
14) มาตรฐานที่ 25 สถานศึกษามีหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนและท้องถิ่น มีสื่อการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา 8 มาตรฐานการศึกษา
1) มาตรฐานที่ 1 ด้านคุณภาพบัณฑิต บัณฑิตมีคุณภาพ คิดเป็น ทำเป็น มีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ รวมทั้งสามารถประกอบอาชีพและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข2) มาตรฐานที่ 2 ด้านการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การเรียนรู้ที่จัดตามความสนใจของผู้เรียน การพัฒนาผู้เรียนตามความสามารถและตามความถนัด การฝึกปฏิบัติ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
3) มาตรฐานที่ 3 ด้านการสนับสนุนการเรียน การระดมทรัยากร ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ อาคารสถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งความร่วมมือจากแหล่งต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกสถาบันอุดมศึกษาในการสนับสนุนการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
4) มาตรฐานที่ 4 ด้านการวิจัยและงานสร้างสรรค์ ผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง และงานสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพสามารถเผยแพร่ได้ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้หลากหลาย ทันสมัย สามารถนำไปพัฒนาสังคมและประเทศได้
5) มาตรฐานที่ 5 ด้านการบริการทางวิชาการ การให้บริการทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชน สังคม เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา และมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต
6) มาตรฐานที่ 6 การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทยและการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาที่มีการบูรณาการตามความเหมาะสม
7) มาตรฐานที่ 7 ด้านการบริหารจัดการ ระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ประหยัด คล่องตัว โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อสังคม
8) มาตรฐานที่ 8 ด้านระบบการประกันคุณภาพภายใน ระบบประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและสามารถรองรับการประกันคุณภาพภายนอกได้
หลากการศึกษา หลายบริบท : พหุคติกับนัยแห่ง "ความต่างที่ไร้ความเหมือน"
อย่างที่กล่าวว่า มากกว่าครึ่งศตวรรษที่ความรู้ในวิถีชีวิตท้องถิ่นที่เกี่ยวพันกับ "ระบบความรู้ท้องถิ่น" "ระบบความเชื่อและคุณค่า" "ระบบการจัดการทรัพยากร" และ "ระบบการจัดการเครือข่ายทางสังคม"(19) ได้ถูกละไว้ จนแทบจะหลงลืมคุณค่าที่มีต่อสังคม ทั้งๆ ที่ในสภาพแห่งความเป็นจริงท้องถิ่นและสังคมมีอะไรหลากหลายสลับซับซ้อน แต่ดูเหมือนกลายเป็นสิ่งไม่สำคัญเท่ากับวิธีคิดเชิงเดี่ยวที่เชื่อมาตรฐานหนึ่งเดียวสากล (Standardization) ซึ่งไม่ยอมเปิดทางให้กับความต่าง ไม่ว่าจะในระบบการศึกษา ความรู้ภูมิปัญญา บริบทสังคมและวัฒนธรรม ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นขบวนการจัดระเบียบ "ความด้อยรู้" ควบคู่กับจัดระบบ "ความรู้มาตรฐาน" ที่ยังคงถือรัฐ/ตัวแทนรัฐเป็นศูนย์กลางกำกับจัดการซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ที่ซ้ำร้ายภายใต้บริบทที่รัฐเป็นผู้กุมอำนาจในการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกด้านของประเทศ ชุมชนท้องถิ่นย่อมไม่มีพลังในการต่อกรหรือยืนหยัดหรือสร้างวาทกรรมขึ้นมาต่อสู้อำนาจรัฐเพื่อปกป้องสิ่งที่เคยเป็นภูมิปัญญาและความชาญฉลาดของตนเอง แต่จำต้องจำนนให้กับสิ่งที่รัฐหยิบยื่นให้ รวมถึงมรดกของการศึกษาที่รัฐยกให้
ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ดูเหมือนไม่ว่าจะเป็นชุมชนก็ดีหรือมวลชนก็ตาม จำต้องยอมรับกับชะตากรรมดังกล่าว "ย้อมตน" ให้เป็นตามอย่างรัฐจัดให้เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกมองว่าด้อยค่าหรือเป็นอื่นจากรัฐ แม้ว่าความเป็นจริงนั้นแฝงไปด้วยอคติภาพและม่านแห่งมายาที่กลืนกินชุมชน
สิ่งที่เห็นในปัจจุบัน จึงเป็นเพียงซากที่มีลมหายใจแผ่วๆ ของภูมิปัญญาท้องถิ่น แม้ยังไม่ตายแต่ก็ยังไม่แข็งแรงพอที่จะทดแทนวาทกรรมเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของรัฐได้ สิ่งที่เห็นมีเพียงการความพยายามเคลื่อนไหวในนามของกลุ่ม "การศึกษาทางเลือก" ซึ่งจากงานวิจัยของสกว.พบว่ามีกว่าสองร้อยฐานทั่วประเทศในรูปแบบและคุณค่าต่างๆ กัน(20) ซึ่งก็ยังไม่เป็นกระแสที่แรงพอที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองได้มากนัก และที่สำคัญกว่านั้นก็ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะช่วงชิงวาทกรรมการจัดการศึกษามาจากภาครัฐได้(21)
มากกว่านั้นมันนำไปสู่ "ความเป็นอื่นเหนืออื่น" ที่ชุมชนหมดสิทธิ์แสดงคุณภาพและมาตรฐานของตนเอง และเฉกเช่นสถานศึกษาที่แทบสูญสิ้นอำนาจอย่างสิ้นเชิง ที่น่ากลัวสุดคือมันกำลังจะทำลายความหลากหลายอัตลักษณ์และตัวตนทางวัฒนธรรม ตลอดจนวิถีทางสังคม วัฒนธรรม และการศึกษา ซึ่งทำให้ที่เหลือคือ "ชายขอบ"
ทั้งๆ ที่กระแสความคิดในยุคหลังสมัยใหม่ได้เปิดมิติของการพัฒนาที่ไม่เน้น "ความเหมือน" แต่เชื่อในความต่าง สลับซับซ้อนที่ไม่อาจหาความเหมือนได้ และมโนทัศน์ที่ถือ "ความเป็นอื่น" เป็นความงามที่ความแตกต่าง (Difference) เป็นความหลากหลาย (Diversity) ตลอดจนการเน้นคุณค่าและศักดิ์ศรีในมนุษย์ไม่ว่าจะอยู่ชายขอบหรือไม่ก็ตาม(22) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ควรถูกชูให้เด่นเพื่อเรียนรู้ และควรไปแทนที่วิถีทรรศ์เชิงเดี่ยวที่เคยถมทับท้องถิ่นจนแทบ "ไร้ที่อยู่ ไม่มีที่ยืน" หรือมากกว่าจะสร้าง "ความแยกแตก" (fragmented) ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น
เพื่อสุดท้ายแล้วการปฏิรูปและประกันคุณภาพมาตรฐาน จะได้ไม่ไร้คำตอบว่า ทำไปทำไม และเพื่ออะไร
บทสรุป
จากที่กล่าวมานั้น เราคงได้เห็นแล้วว่า ข้อเท็จจริงของ พ.ศ.นี้คือ การศึกษาและมาตรฐานการศึกษาที่ถูกนิยามภายใต้วาทกรรมภาครัฐ ที่เน้นเนื้อหาและองค์ความรู้สมัยใหม่อยู่นั่นเอง แม้จะมีความพยายามเชิดชูภูมิปัญญาท้องถิ่นในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ดูจะเป็นวาทกรรมแก้เกี้ยวที่ไม่อาจส่งผลต่อวิธีคิด วิธีการเรียนการสอน ตลอดจนวิธีคิดเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาได้มากพอ
ผลที่เกิดขึ้นก็คือ กรรมวิธีประเมินคุณภาพของ สมศ. อันประกอบด้วยมาตรฐานและตัวบ่งชี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับครูและปัจจัยเชิงกระบวนการ และการบริหารจัดการในโรงเรียน จึงเป็นเพียงการตอกย้ำความเป็นอื่นที่สะสมมาร่วมร้อยปี ให้ไม่จางหายไป
ชุมชนและภูมิปัญญาที่ถูกยกย่องเชิดชูในรอบปี มีส่วนน้อยมากในการเข้ามาร่วมให้นิยามและมิติของคำว่าคุณภาพ รวมทั้งมีส่วนน้อยมากในการประเมินคุณภาพนี่เอง เนื่องจากความเป็นชาวบ้านไม่ถูกมองว่ามีคุณค่าที่มีศักดิ์ศรีพอ เท่ากับกรรมการที่มีคุณวุฒิปริญญาโทหรือปริญญาเอก
กระบวนการทำงานของ สมศ. ในมุมมองทางสังคมวิทยาและการพัฒนาในการสร้างความเข้มแข็งชุมชน และลดความเป็นอื่นระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน จึงนับว่า "หลงทิศและผิดทาง" โดยสิ้นเชิง ตั้งแต่วิธีคิดเรื่องคุณภาพที่คับแคบอยู่ในกรอบการศึกษาสมัยใหม่เท่านั้น รวมไปถึงวิธีคิดเรื่องตัวบ่งชี้ต่างๆ ที่ตามมา ตลอดจนกระบวนการประเมินเองที่ชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นถูกตัดคุณสมบัติไปโดยกฏเกณฑ์และจารีตทางวิชาการสมัยใหม่
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ยากที่จะได้เห็นโรงเรียนที่ได้รับการยกย่องเรื่องการทำให้เด็ก "หุงข้าว" หรือ "กรีดยาง" ได้ มากกว่าอ่านออกเขียนได้และสอบได้คะแนนดีๆ
ยากที่จะเห็นได้ว่า โรงเรียนจะถูกยกย่องว่าสามารถนำชาวบ้านร่วมสอนหนังสือให้เด็กๆ มากกว่าการมีครูคุณวุฒิสูงๆ และเราคงยากที่จะเห็นเช่นกันถึงโรงเรียนที่จะได้รับการยกย่องจากการเข้าไปผนึกแน่นกับการเข้าอยู่ในระบบเครือญาติชุมชน มากกว่าโรงเรียนที่มีระบบการรายงานผลตามตัวบ่งชี้ที่ทันสมัยต่อหน่วยงานบังคับบัญชา
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ตราบใดที่กระบวนทัศน์ของหน่วยงานกลางยังไม่จำนนอย่างจริงใจให้กับ "ศักดิ์ศรีและคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น" ตราบนั้นกระบวนการประเมินคุณภาพและรับรองมาตรฐานการศึกษาของชาติก็จะเป็นเพียงคมมีดอีกคมหนึ่งที่สับลงไปบนบาดแผลที่เกิดจาก "ความเป็นอื่น" ระหว่างความเป็น "รัฐ" กับ "ความเป็นประชาชน"
คำถามที่ย้อนกลับมา ก็คงอยู่ที่ว่า เราจะเชื่อ จะยอม และจะจำนนอย่างที่กล่าวไปทั้งหมดนั้นจริงๆ หรือ
เชิงอรรถ
(1) เอกสารหลักพื้นฐานประวัตศาสตร์การศึกษาไทย, มปป.
(2) กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. แนวพระราชดำริเก้ารัชกาล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ครุสภา, 2546
(3) วาทกรรมภาครัฐกับความเป็นอื่นของการศึกษา http://www.swu.ac.th
(4) ../thaifreeman/articles/quatation.html
(5) สิปนนท์ เกตุทัต. ทศวรรษการศึกษาไทย http://www.onec.go.th(6) ../thaifreeman/articles/quatation.html
(7) อมรวิชช์ นาครทรรพ และ สังวรณ์ งัดกระโทก. จับชีพจรการศึกษาโลก : บทวิเคราะห์กระแสความเคลื่อนไหวทางการศึกษาของนานาประเทศในรอบปี 2540-2541. ศูนย์วิจัยนโยบายการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541
(8) อมรวิชช์ นาครทรรพ. คุณภาพและการประกันคุณภาพในวิถีทรรศน์การปฏิรูปอุดมศึกษาไทย. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค, 2543
(9) สมศ.รวมบทความการบรรยายพิเศษในรอบ 1 ปี สมศ.11 ธันวาคม 2544
(10) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542. กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค, 2543
(10) สมศ.รวมบทความการบรรยายพิเศษในรอบ 1 ปี สมศ.11 ธันวาคม 2544(11)http://arc.rint.ac.th/be/seven.html
(12) http://www.office.cmri.ac.th/qa/Mean_Qa.html
(13) http://www.bangkokbizews.com
(14) สมศ.รวมบทความการบรรยายพิเศษในรอบ 1 ปี สมศ.11 ธันวาคม 2544
(15) สมศ.รวมบทความการบรรยายพิเศษในรอบ 1 ปี สมศ.11 ธันวาคม 2544(16) อมรวิชช์ นาครทรรพ. ปมปฏิรูปการศึกษา. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2547
(17) โรล็องด์ บาร์ตส์. (วรรณพิมล อังคศิริสรรพ แปล) มายาคติ สรรนิพนธ์จาก Mythologies. กรุงเทพฯ : คบไฟ, 2544
(18) สมศ. เอกสารตัวบ่งชี้มาตรฐานเพื่อการประกันคุณภาพภายนอก www.onesqa.or.th
(19) ศีลาภรณ์ บัวสาย. การบรรยาย "ทิศทางการวิจัยนโยบายการศึกษา ในงานพัฒนศึกษา/มิติการพัฒนาประเทศ" ห้องประชุมนานาชาติ 2 (407) อาคาร 3 คณะครุศาศตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 5 มกราคม 2547 (บันทึกการบรรยาย)
(20) อมรวิชช์ นาครทรรพ. สรุปงานวิจัยด้านการศึกษากับชุมชน. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.),2546(21) อมรวิชช์ นาครทรรพ. บรรยายบทเรียนเกี่ยวกับวิจัยด้านการศึกษากับชุมชน. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.),2547
(22) นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ จาก Vassos Argyrou. Anthropology and the Will to Meaning. Pluto Press, London. 2002.
ใครทำให้คุณภาพเด็กไทยแย่ลง
โดย บุญมี พันธุ์ไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
จากการรับฟังข่าวที่เผยแพร่ทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับคุณภาพของเด็กว่าแย่ลง และแย่กว่าประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ แม้กระทั่งวิชาภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาของเราเองก็ยังแย่
ใครทำให้คุณภาพเด็กไทยเป็นอย่างนี้
เมื่อมาวิเคราะห์ดูโดยอาศัยข้อมูลที่ผู้เขียนได้มาจากการพูดคุยกับนักศึกษาซึ่งเป็นลูกศิษย์ในระดับปริญญาโทที่เป็นครู ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งมีประสบการณ์ในการสอนมาหลายปีก็จะพบว่า ขณะนี้ครูทิ้งห้องเรียน หรือใช้เวลาสอนนักเรียนน้อยลงโดยเอาเวลาส่วนใหญ่ไปทำงานอย่างอื่นทั้งที่เป็นงานส่วนตัวและงานราชการ
ซึ่งงานอย่างอื่นที่ครูทำนั้นมี 2 อย่างที่สำคัญ คือ
อย่างแรก ครูเอาเวลาไปทำผลงานทางวิชาการ เพื่อเสนอขอตำแหน่ง คศ.3 (อาจารย์ 3) ซึ่งครูจะต้องใช้เวลาในการค้นคว้า ปรึกษาครูที่ได้ คศ.3 แล้ว จะต้องทิ้งห้องเรียนเข้ารับการอบรมอีก (ปัจจุบันครูคนไหนจะเสนอขอตำแหน่ง คศ.3 ต้องผ่านการอบรมก่อน)
หลังจากนั้นก็ต้องใช้เวลาในการเก็บรวบรวมเอกสาร หลักฐานต่างๆ (ทั้งที่เป็นจริงและสร้างขึ้น) เพื่อนำมาเขียนรายงานเป็นรูปเล่ม กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ก็มีการแก้ไขปรับปรุงหลายครั้งตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษา ก็ต้องใช้เวลาอีกนาน
ครูที่มุ่งมั่นจะขอตำแหน่ง คศ.3 ให้ได้ก็จะใช้เวลาในการทุ่มเททำผลงานมากแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทุ่มเทกับการสอนเด็กในห้องเรียน
ครูบางคนได้ตำแหน่ง คศ.3 แล้วก็มองไกลไปยังตำแหน่ง คศ.4 คศ.5 ที่สูงขึ้นไปอีก ลองคิดดูก็แล้วกันว่า คศ.3 ใช้เวลามากขนาดนั้นแล้ว คศ.4 และ คศ.5 ครูจะใช้เวลามากขนาดไหน
ตามหลักการแล้วครูคนไหนได้ตำแหน่ง คศ.3 (อาจารย์ 3) จะแสดงถึงครูคนนั้นมีความชำนาญการ ความเชี่ยวชาญในการสอนหรือสอนเก่งนั่นเอง ซึ่งเด็กก็น่าจะเก่งตามด้วยเหมือนกัน
บางโรงเรียนมีครูที่ได้ตำแหน่ง คศ.3 (อาจารย์ 3) หลายคน แต่ทำไมเด็กจึงมีคุณภาพแย่ลงซึ่งสวนทางกัน เด็กก็ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คิดเลขไม่ถูกเหมือนเดิมแบบนี้จะอธิบายกันอย่างไร ขอให้ผู้ที่กำหนด กฎ ระเบียบการขอ คศ.3 ทั้งหลายช่วยอธิบายให้หน่อย
ผู้เขียนเองไม่อยากจะโทษว่าเป็นความผิดของครู ก็เพราะว่า กฎ ระเบียบมันกำหนดมาอย่างนั้น แล้วใครกันเป็นผู้กำหนด กฎ ระเบียบนี้ขึ้นมา ไม่รู้บ้างหรืออย่างไร ว่าผลเสียได้ไปตกที่ตัวเด็กแล้ว
ถ้าเรายอมรับว่าการทำผลงานทางวิชาการของครูในขณะนี้ส่งผลเสียไปยังเด็กก็น่าจะยกเลิกกฎ ระเบียบนี้เสีย มาคิดหาวิธีการประเมินตำแหน่ง คศ.3 ให้ครูใหม่ที่ทำให้ครูไม่ต้องทิ้งห้องเรียน แต่กลับจะอยู่ห้องเรียนมากขึ้น ทุ่มเทการสอนเด็กมากขึ้นถ้าครูคนไหนต้องการได้ตำแหน่ง คศ.3
ผู้เขียนเองก็มีแนวคิดในเรื่องนี้อยู่แล้วว่าควรจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้มีปัญหาดังกล่าว แต่เอาไว้ครั้งหน้าจะขอนำเสนอแนวทางในการประเมินที่ไม่ทำให้ยุ่งยาก ทั้งผู้ทำหน้าที่ประเมินและครูผู้ขอรับการประเมิน คศ.3 โดยที่ครูไม่ต้องทิ้งห้องเรียนไปทำผลงานทางวิชาการ
อย่างที่สอง ครูเอาเวลาไปทำงานที่เกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา (เรื่องนี้นับว่าเป็นยาขมมากสำหรับครู) ต้องใช้เวลาในการรวบรวม เอกสาร หลักฐานต่างๆ (ทั้งที่เป็นจริงและสร้างขึ้น) เพื่อจัดทำเป็นรูปเล่ม เป็นแฟ้ม ตามมาตรฐานและตัวบ่งชี้ต่างๆ ซึ่งมีมากมาย
ถ้าเป็นโรงเรียนเล็กๆ ในต่างจังหวัดมีครูไม่กี่คน ครูคนหนึ่งต้องทำเอกสารหลายฉบับตามตัวบ่งชี้ทุกตัว แล้วจะมีเวลาสอนเด็กๆ หรือยิ่งใกล้วันที่กรรมการจะมาประเมินภายในหรือภายนอก บางโรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอนเพื่อเตรียมการต่างๆ มากมายสำหรับต้อนรับกรรมการที่จะมาประเมิน
ครูบางคนพูดติดตลกว่าในช่วงที่มีการประเมินคุณภาพการศึกษา ผักชีในท้องตลาดหาซื้อไม่ได้ เพราะโรงรียนต่างๆ กว้านซื้อกันไปหมดแล้ว
นอกจากครูจะต้องใช้เวลาในการจัดทำเอกสาร รายงานต่างๆ สำหรับรอรับการประเมินแล้ว ครูจะต้องเข้าประชุม อบรม สัมมนา ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนเพื่อสร้างหลักฐานตามตัวบ่งชี้ในมาตรฐานของการประกันคุณภาพการศึกษา
เป็นอย่างนี้แล้ว ครูจะเอาเวลาที่ไหนมาอยู่ในห้องเรียนกับเด็กได้นานๆ เพราะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นหมดแล้วจะโทษใคร โทษ กฎ ระเบียบอีกหรือ แล้วใครกันที่ออกกฎ ระเบียบนี้ขึ้นมาเพิ่มภาระงานให้ครูมากมายจนไม่มีเวลาสอนเด็ก
นอกจากนี้ ผู้เขียนยังเคยได้ยินมาว่า มีบริษัทที่รับประเมินคุณภาพการศึกษาบางแห่งรับจัดทำเอกสาร หลักฐานต่างๆ ตามตัวบ่งชี้เพื่อรอรับการประเมินภายนอก และผู้ที่มาประเมินก็เป็นคนเดียวกันกับที่มาจัดทำเอกสาร หลักฐาน ถ้าเป็นจริงตามที่ผู้เขียนได้ยินมา แสดงว่าการประกันคุณภาพการศึกษาของประเทศเราล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
สมัยก่อน การศึกษาของเราไม่มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเหมือนอย่างสมัยนี้ ก็ไม่เห็นมีเสียงสะท้อนออกมาว่าเด็กคุณภาพแย่ ปัจจุบันเรามีการประกันคุณภาพการศึกษามาประมาณ 7 ปี แล้วมีข้อมูลอะไรบ้างยืนยันว่าคุณภาพเด็กไทยเราดีขึ้นกว่าเดิม
มีแต่เสียงสะท้อนออกมาจากผู้ปกครอง นักวิชาการ และผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายครั้งว่า คุณภาพเด็กไทยสมัยนี้สู้สมัยก่อนไม่ได้ สมัยก่อนเด็กจบแค่ประถมศึกษา (ป.4) อ่านและเขียนหนังสือได้ถูกต้องคล่องแคล่วเก่งกว่าเด็กในสมัยนี้มาก เด็กสมัยนี้จบมัธยมศึกษาแล้วยังอ่านหนังสือไม่ออกเลย
เรื่องการประกันคุณภาพการศึกษา ผู้เขียนเองก็มีแนวคิดว่าควรจะทำอย่างไร ที่จะไม่ทำให้ครูต้องทิ้งห้องเรียนอีก แต่จะขอเอาไว้เสนอในครั้งต่อไป
สองอย่าง ที่กล่าวมาข้างต้น ท่านผู้อ่านเห็นด้วยไหมว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ครูต้องทิ้งห้องเรียนไม่สอนหนังสือ แล้วอย่างนี้คุณภาพเด็กไทยจะดีได้อย่างไร ใครกันแน่ทำให้คุณภาพเด็กไทยแย่ลง
ที่มา มติชนรายวัน วันที่ 05 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11317 หน้า 7
ปฏิรูปการศึกษา ผู้ใหญ่หลอกเด็ก
จึงได้ออก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ขึ้นมาโดยอ้างว่าเป็นฉบับแรกของไทยที่ใน พ.ร.บ.ได้ระบุว่าให้มีการปฏิรูปการศึกษา
คณะ ปฏิรูปทั้งหลายจึงได้ทำการปรับองค์กรต่างๆ ในกระทรวงศึกษากันยกใหญ่ โดยอ้างว่าเพื่อให้คุณภาพของการจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม
บัดนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว อยากจะถามพวกผู้ใหญ่กลุ่มปฏิรูปทั้งหลายว่ามีข้อมูลหรือหลักฐานอะไร บ่งบอกว่าคุณภาพเด็กไทยดีขึ้นกว่าก่อนการปฏิรูปหรือไม่
คุณภาพการศึกษาของเราเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้วเป็นอย่างไร คุณภาพของเด็กเราดีกว่าหรือแย่กว่า
ที่ผ่านมามีแต่ได้ยินได้ฟังข่าวทางสื่อมวลชนว่าเด็กไทยปัจจุบันแย่กว่าเด็กสมัยก่อน (ก่อนการปฏิรูปการศึกษา)
มี ผลงานวิจัยของนักวิชาการหลายท่านบอกว่าเด็กไทยคุณภาพแย่ลง ซึ่งผลที่ออกมาตรงกันข้ามกับที่ผู้ใหญ่กลุ่มปฏิรูปตั้งจุดมุ่งหมายไว้ในการ ปฏิรูปการศึกษา โดยที่ผู้ใหญ่กลุ่มนั้นไม่เคยออกมาโต้แย้งแต่อย่างไร
พวกท่านเหล่านั้นคิดบ้างหรือไม่ว่า ท่านได้สร้างตราบาปให้กับคนไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ก่อน ปฏิรูปการศึกษาพวกท่านอ้างเหตุผลว่าคุณภาพเด็กไม่ดี นั่นแสดงว่าหัวใจของการปฏิรูปการศึกษาอยู่ที่เด็ก อยู่ที่ห้องเรียน หรืออยู่ที่ครูกับนักเรียนว่าจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรจึงจะทำให้นักเรียน มีคุณภาพดีสมดังที่ตั้งใจ หรือได้ตามจุดมุ่งหมายของการปฏิรูป
สิ่งนี้นับเป็นแนวคิดที่ถูกต้องแล้ว
แต่ เวลาลงมือปฏิรูปพวกท่านกลับให้ความสนใจและความสำคัญในเรื่องของการปรับโครง สร้างในส่วนต่างๆ ของกระทรวง โดยการยุบรวมกรมต่างๆ ตั้งเป็นสำนักงานหรือเปลี่ยนจากชื่อกรมเป็นสำนักงาน และเจ้าสำนักทั้งหลายก็ได้ซี 11 กันทั่วหน้า เดิมกระทรวงศึกษาธิการมีซี 11 คนเดียว คือปลัดกระทรวง แต่ปัจจุบันมีซี 11 หลายคน (น่าจะมี 6 คน) ซี 10 ซี 9 และซีรองๆ ลงมาก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นตามลำดับ (ปัจจุบันแม้จะเปลี่ยนเป็นแท่งต่างๆ แล้วจำนวนตำแหน่งก็เท่าเดิม)
ทำ กันแบบนี้ลองคิดดูเองว่าจะทำให้คุณภาพเด็กอีกขึ้นหรือ ประเทศชาติต้องเสียงบประมาณไปมากมาย คิดแค่เงินเดือนกับเงินประจำตำแหน่งรัฐก็จ่ายเพียบอยู่แล้ว เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผู้ใหญ่หลอกเด็กจนตัวเองได้ดิบได้ดี
ที่ กล่าวมานี้เฉพาะการปรับโครงสร้างในกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ถ้ามาดูโครงสร้างที่ต่างจังหวัดซึ่งเดิมจะมีหน่วยงานที่ดูแลทางด้านการ จัดการศึกษากระจายตามอำเภอทุกที่ซึ่งจะมีความใกล้ชิดกับโรงเรียนในเรื่องการ ดูแลช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนได้ทันทีตามที่โรงเรียนต้องการ ซึ่งโครงสร้างเดิมมีการกระจายอำนาจดีอยู่แล้วกลับมาทำแบบรวบอำนาจหรือแบบ กระจุก ยุบหน่วยงานอำเภอที่เรียกว่าสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ (สปอ.) มาจัดตั้งเป็นเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดใหญ่ๆ ก็จะมีหลายเขตพื้นที่ ผู้อำนวยการเขตก็จะได้ซี 9 รองผู้อำนวยการก็จะได้ซี 8 ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 10 คน ในแต่ละเขตพื้นที่
นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผู้ใหญ่ได้ดิบได้ดีจากการหลอกเด็ก
เด็กได้แต่มองพวกผู้ใหญ่แย่งชิงตำแหน่งกันตาปริบๆ ตัวเด็กเองก็ได้เรรียนในสภาพเดิมๆ เหมือนก่อนการปฏิรูป
ครู มีพฤติกรรมการสอนอย่างไร หลังการปฏิรูปครูก็ยังมีพฤติกรรมการสอนเหมือนเดิม หรืออาจจะแย่กว่าก็ได้ (เน้นพฤติกรรมการสอนจริงๆ ในห้องเรรียนไม่ใช่ดูที่เขียนไว้ในแผนการสอน)
จากการที่ สนง.การประถมศึกษาอำเภอถูกยุบจึงทำให้อาคารสถานที่บางแห่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ ปล่อยทิ้งให้รกร้างมีหมาแมวเข้าไปอยู่อาศัย บางแห่งก็ผุพังไปตามธรรมชาติ
ใน อนาคตถ้ามีคนกลุ่มใหม่คิดว่าโครงสร้างที่ทำอยู่ตามแนวปฏิรูปการศึกษาแบบนี้ ไม่ดี เป็นการรวบอำนาจ ควรจะกระจายไปตามอำเภอเหมือนก่อนการปฏิรูป ประเทศชาติก็ต้องเอาภาษีของประชาชนไปก่อสร้างอาคารสถานที่อีกเพราะของเดิม บางแห่งก็เป็นของหน่วยงานอื่นไปแล้ว บางแห่งก็ผุพังใช้การไม่ได้
ที่ พูดแบบนี้อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับประเทศไทย เป็นไปได้ทั้งนั้น ยิ่งต้องใช้งบประมาณมากๆ แล้วนักการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลอยากจะทำกันทั้งนั้น โดยอ้างว่าทำเพื่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและคุณภาพของเด็ก นั่นคือเด็กก็จะถูกหลอกอีก
ที่กล่าวมานี้ผู้เขียนไม่ได้นึกคิดเอาเอง หรือมีอคติต่อกลุ่มผู้ใหญ่ที่ปฏิรูปการศึกษา ผู้เขียนได้ข้อมูลจากลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นครูอาจารย์ในสถานศึกษาหลายระดับ ที่มาเรียนในระดับปริญญาโทและเอก ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นตรงกันว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยที่ผ่านมาเป็นรายการ ผู้ใหญ่หลอกเด็ก
ดังนั้น รัฐบาลอย่าคิดปฏิรูปการศึกษาอีกเลย
สู้ เอาเวลามาคิดหาวิธีการว่าทำอย่างไรให้ครูอยู่ในห้องเรียนมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เอาเวลาสอนไปทำกิจกรรมอื่นๆ ตามแนวปฏิรูปการศึกษาที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ สงสารเด็กตาดำๆ กันบ้าง อย่าปล่อยให้โตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้คุณภาพ ได้โปรดสงสารประเทศชาติกันบ้าง
หยุดหลอกกันได้แล้ว
สรุปแล้ว การปฏิรูปการศึกษา ผู้ใหญ่ปฏิรูปเพื่อให้ได้ซีเพิ่มขี้นหรือเพื่อให้คุณภาพเด็กดีขึ้น
ที่มา - โดย บุญมี พันธุ์ไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มติชนรายวัน หน้า 6 - วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11304
สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพื่อตัวเองหรือเพื่อชาติ
การ ตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติที่กำลังคิดจะทำกันอยู่ ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษารองสองก็รู้สึกสงสารการศึกษาของไทย ก็คงจะเข้าทำนองเดียวกันกับการปฏิรูปการศึกษารอบแรกที่มีการยุบ รวม แยกและตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่พวกผู้ใหญ่ที่ทำการก็จะได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า เหมือนเดิม
ถามว่า หน่วยงานที่เกิดขึ้นจากผลพวงของการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่แล้ว ทำให้คุณภาพการศึกษาของไทยดีขึ้นหรือไม่
คำถามนี้ตอบง่ายมากคือ ถ้าดีขึ้นจริงแล้ว ทำไมต้องมีการปฏิรูปการศึกษารอบสองอีก และต่อไปก็คงจะมีการปฏิรูปรอบสามรอบสี่ตามมาอีกแน่นอน
หน่วย งานต่างๆ ที่ทางราชการ ตั้งขึ้นมาแล้ว แม้ว่าจะทำงานไม่บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ และถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด ถามว่าถ้าจะยุบหรือยกเลิกได้หรือไม่ คำตอบก็คือคงจะยาก
สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติที่จะตั้งขึ้นก็เหมือนกัน เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วถ้าปรากฏภายหลังทำงานไม่บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ จะยกเลิกได้ไหม คำตอบก็คงจะยากอีกเช่นกัน
ปัจจุบันสถาบันที่มี หน้าที่เกี่ยวกับการผลิตและพัฒนาครู มีอยู่แล้วมากมายหลายแห่ง มีทั้งอาคารสถานที่ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ พร้อมเพรียง แล้วจะมาตั้งหน่วยงานใหม่อีกทำไม
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติที่กำลังจะตั้งขึ้นมาใหม่นี้
ทำเพื่อตัวเองหรือเพื่อชาติกันแน่
ผู้ เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการออกมาคัดค้านขององค์กรเครือข่ายพัฒนาวิชาชีพ ครู และบุคลากรทางการศึกษาร่วมกับสถาบันการผลิตครู จึงอยากจะชักชวนให้ข้าราชการครูที่เป็นผลผลิตของสถาบันผลิตครูในอดีตออกมา ร่วมกันคัดค้าน
เพราะการตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติขึ้นมาใหม่เหมือนกับเป็นการดูถูกสถาบันผลิตครูที่เราเคยเรียนมา ว่าผลิตครูไม่มีคุณภาพ
ผู้ เขียนขอเสนอแนะให้บุคคลที่คิดจะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติว่า ถ้าท่านมีแนวคิด หรือแนวทางอะไร ที่จะทำให้คุณภาพของครูที่ท่านคิดว่าไม่ดีอยู่ในขณะนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ก็ควรจะเสนอแนะไปยังสถาบันผลิตครูที่มีอยู่แล้ว เพื่อนำไปดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงซึ่งจะใช้งบประมาณไม่มาก และน่าจะดีกว่าการไปตั้งหน่วยงานใหม่ที่ใช้งบประมาณมากมาย
การตั้ง หน่วยงานขึ้นมาใหม่เหมือนกับการลองผิดลองถูก มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เพื่อดูว่าจะได้ผลตามที่ตั้งจุดมุ่งหมายไว้หรือไม่ และถ้าไม่ได้ ขอถามว่าบุคคลเหล่านั้นจะรับผิดชอบอย่างไร
การปฏิรูปการศึกษาครั้ง ที่แล้วที่ไม่บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ก็เพราะบุคคลกลุ่มนี้ (กลุ่มที่คิดจะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ) ได้คิดและได้ทำกันมาประมาณ 10 ปีแล้ว คุณภาพการศึกษาก็ยังต่ำลงเรื่อยๆ แล้วมีใครหน้าไหนออกมาแสดงความรับผิดชอบกันบ้างไหม
หน่วยงานหนึ่งที่ เป็นผลพวงมาจากการปฏิรูปการศึกษารอบแรกมีชื่อย่อว่า สมศ.ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนบทความลงในมติชนฉบับวันที่ 5 มีนาคม 2552 เรื่องใครทำให้คุณภาพเด็กไทยแย่ลง ในบทความดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงการประกันคุณภาพของ สมศ.ว่าดำเนินการมา 7 ถึง 8 ปี คุณภาพเด็กไทยก็ยังแย่ลงกว่าเดิม ปรากฏว่าผู้อ่านจำนวนมากค่อนข้างเห็นด้วยกับบทความดังกล่าว เพราะตรงกับความรู้สึกของเขาที่มีอยู่
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นผลงาน ชิ้นโบแดงของ สมศ.คือ ผลการประเมินมหาวิทยาลัยของไทย ที่ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยเก่าแก่ทั้งหลายที่คนทั่วไปให้ความเชื่อถือไม่ติด อันดับต้นๆ เลย แต่มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับต้นๆ กลับเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่พึ่งตั้งขึ้นใหม่ และมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งที่หลายคนเห็นชื่อแล้วแทบจะไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ
ผล การประเมินของ สมศ.ออกมาอย่างนี้อยากจะถามว่าในปีการศึกษาหน้าจะมีนักเรียนแห่ไปสมัครเรียน ในมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับต้นๆ ที่ สมศ.ประเมินกันมากหรือไม่ ถ้ามีมากและคะแนนสูงก็แสดงว่าผลการประเมินเป็นที่เชื่อถือของนักเรียนและผู้ ปกครอง แต่ถ้ามีนักเรียนไปสมัครเรียนเหมือนกับปีที่ผ่านมา ก็แสดงว่าผลการประเมินไม่เป็นที่เชื่อถือ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับข้อคัดค้านของอธิการบดีมหาวิทยาลัยเก่าแก่ในขณะนี้
ผู้ เขียนอยากจะถามใครก็ได้ใน สมศ.ว่าถ้าท่านมีลูก หลาน ท่านจะส่งลูกหลานของท่านไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่ได้รับการประเมินเป็นอันดับ ต้นๆ ของ สมศ.หรือไม่
สุดท้ายผู้เขียนขอวิงวอนให้ท่านหยุดคิดที่จะ ตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ หน่วยงานเดิม ที่มีอยู่ช่วยกันพัฒนาให้ดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้งบประมาณเป็นพันๆ ล้าน คุณภาพการศึกษาของประเทศก็จะดีขึ้นเอง
