การ ปฏิรูปการศึกษาไทย ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติปี พ.ศ.2542 มีต้นกำเนิดมาจากผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งคิดว่าคุณภาพการศึกษาของไทย (คุณภาพของนักเรียน นิสิต นักศึกษา) สู้ประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชียด้วยกันหรือประเทศอื่นๆ ในโลกนี้ไม่ได้ จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปการศึกษากันอีกรอบ
จึงได้ออก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ขึ้นมาโดยอ้างว่าเป็นฉบับแรกของไทยที่ใน พ.ร.บ.ได้ระบุว่าให้มีการปฏิรูปการศึกษา
คณะ ปฏิรูปทั้งหลายจึงได้ทำการปรับองค์กรต่างๆ ในกระทรวงศึกษากันยกใหญ่ โดยอ้างว่าเพื่อให้คุณภาพของการจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม
บัดนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว อยากจะถามพวกผู้ใหญ่กลุ่มปฏิรูปทั้งหลายว่ามีข้อมูลหรือหลักฐานอะไร บ่งบอกว่าคุณภาพเด็กไทยดีขึ้นกว่าก่อนการปฏิรูปหรือไม่
คุณภาพการศึกษาของเราเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้วเป็นอย่างไร คุณภาพของเด็กเราดีกว่าหรือแย่กว่า
ที่ผ่านมามีแต่ได้ยินได้ฟังข่าวทางสื่อมวลชนว่าเด็กไทยปัจจุบันแย่กว่าเด็กสมัยก่อน (ก่อนการปฏิรูปการศึกษา)
มี ผลงานวิจัยของนักวิชาการหลายท่านบอกว่าเด็กไทยคุณภาพแย่ลง ซึ่งผลที่ออกมาตรงกันข้ามกับที่ผู้ใหญ่กลุ่มปฏิรูปตั้งจุดมุ่งหมายไว้ในการ ปฏิรูปการศึกษา โดยที่ผู้ใหญ่กลุ่มนั้นไม่เคยออกมาโต้แย้งแต่อย่างไร
พวกท่านเหล่านั้นคิดบ้างหรือไม่ว่า ท่านได้สร้างตราบาปให้กับคนไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ก่อน ปฏิรูปการศึกษาพวกท่านอ้างเหตุผลว่าคุณภาพเด็กไม่ดี นั่นแสดงว่าหัวใจของการปฏิรูปการศึกษาอยู่ที่เด็ก อยู่ที่ห้องเรียน หรืออยู่ที่ครูกับนักเรียนว่าจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรจึงจะทำให้นักเรียน มีคุณภาพดีสมดังที่ตั้งใจ หรือได้ตามจุดมุ่งหมายของการปฏิรูป
สิ่งนี้นับเป็นแนวคิดที่ถูกต้องแล้ว
แต่ เวลาลงมือปฏิรูปพวกท่านกลับให้ความสนใจและความสำคัญในเรื่องของการปรับโครง สร้างในส่วนต่างๆ ของกระทรวง โดยการยุบรวมกรมต่างๆ ตั้งเป็นสำนักงานหรือเปลี่ยนจากชื่อกรมเป็นสำนักงาน และเจ้าสำนักทั้งหลายก็ได้ซี 11 กันทั่วหน้า เดิมกระทรวงศึกษาธิการมีซี 11 คนเดียว คือปลัดกระทรวง แต่ปัจจุบันมีซี 11 หลายคน (น่าจะมี 6 คน) ซี 10 ซี 9 และซีรองๆ ลงมาก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นตามลำดับ (ปัจจุบันแม้จะเปลี่ยนเป็นแท่งต่างๆ แล้วจำนวนตำแหน่งก็เท่าเดิม)
ทำ กันแบบนี้ลองคิดดูเองว่าจะทำให้คุณภาพเด็กอีกขึ้นหรือ ประเทศชาติต้องเสียงบประมาณไปมากมาย คิดแค่เงินเดือนกับเงินประจำตำแหน่งรัฐก็จ่ายเพียบอยู่แล้ว เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผู้ใหญ่หลอกเด็กจนตัวเองได้ดิบได้ดี
ที่ กล่าวมานี้เฉพาะการปรับโครงสร้างในกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ถ้ามาดูโครงสร้างที่ต่างจังหวัดซึ่งเดิมจะมีหน่วยงานที่ดูแลทางด้านการ จัดการศึกษากระจายตามอำเภอทุกที่ซึ่งจะมีความใกล้ชิดกับโรงเรียนในเรื่องการ ดูแลช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนได้ทันทีตามที่โรงเรียนต้องการ ซึ่งโครงสร้างเดิมมีการกระจายอำนาจดีอยู่แล้วกลับมาทำแบบรวบอำนาจหรือแบบ กระจุก ยุบหน่วยงานอำเภอที่เรียกว่าสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ (สปอ.) มาจัดตั้งเป็นเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดใหญ่ๆ ก็จะมีหลายเขตพื้นที่ ผู้อำนวยการเขตก็จะได้ซี 9 รองผู้อำนวยการก็จะได้ซี 8 ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 10 คน ในแต่ละเขตพื้นที่
นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผู้ใหญ่ได้ดิบได้ดีจากการหลอกเด็ก
เด็กได้แต่มองพวกผู้ใหญ่แย่งชิงตำแหน่งกันตาปริบๆ ตัวเด็กเองก็ได้เรรียนในสภาพเดิมๆ เหมือนก่อนการปฏิรูป
ครู มีพฤติกรรมการสอนอย่างไร หลังการปฏิรูปครูก็ยังมีพฤติกรรมการสอนเหมือนเดิม หรืออาจจะแย่กว่าก็ได้ (เน้นพฤติกรรมการสอนจริงๆ ในห้องเรรียนไม่ใช่ดูที่เขียนไว้ในแผนการสอน)
จากการที่ สนง.การประถมศึกษาอำเภอถูกยุบจึงทำให้อาคารสถานที่บางแห่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ ปล่อยทิ้งให้รกร้างมีหมาแมวเข้าไปอยู่อาศัย บางแห่งก็ผุพังไปตามธรรมชาติ
ใน อนาคตถ้ามีคนกลุ่มใหม่คิดว่าโครงสร้างที่ทำอยู่ตามแนวปฏิรูปการศึกษาแบบนี้ ไม่ดี เป็นการรวบอำนาจ ควรจะกระจายไปตามอำเภอเหมือนก่อนการปฏิรูป ประเทศชาติก็ต้องเอาภาษีของประชาชนไปก่อสร้างอาคารสถานที่อีกเพราะของเดิม บางแห่งก็เป็นของหน่วยงานอื่นไปแล้ว บางแห่งก็ผุพังใช้การไม่ได้
ที่ พูดแบบนี้อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับประเทศไทย เป็นไปได้ทั้งนั้น ยิ่งต้องใช้งบประมาณมากๆ แล้วนักการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลอยากจะทำกันทั้งนั้น โดยอ้างว่าทำเพื่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและคุณภาพของเด็ก นั่นคือเด็กก็จะถูกหลอกอีก
ที่กล่าวมานี้ผู้เขียนไม่ได้นึกคิดเอาเอง หรือมีอคติต่อกลุ่มผู้ใหญ่ที่ปฏิรูปการศึกษา ผู้เขียนได้ข้อมูลจากลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นครูอาจารย์ในสถานศึกษาหลายระดับ ที่มาเรียนในระดับปริญญาโทและเอก ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นตรงกันว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยที่ผ่านมาเป็นรายการ ผู้ใหญ่หลอกเด็ก
ดังนั้น รัฐบาลอย่าคิดปฏิรูปการศึกษาอีกเลย
สู้ เอาเวลามาคิดหาวิธีการว่าทำอย่างไรให้ครูอยู่ในห้องเรียนมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เอาเวลาสอนไปทำกิจกรรมอื่นๆ ตามแนวปฏิรูปการศึกษาที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ สงสารเด็กตาดำๆ กันบ้าง อย่าปล่อยให้โตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้คุณภาพ ได้โปรดสงสารประเทศชาติกันบ้าง
หยุดหลอกกันได้แล้ว
สรุปแล้ว การปฏิรูปการศึกษา ผู้ใหญ่ปฏิรูปเพื่อให้ได้ซีเพิ่มขี้นหรือเพื่อให้คุณภาพเด็กดีขึ้น
ที่มา - โดย บุญมี พันธุ์ไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มติชนรายวัน หน้า 6 - วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11304

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น