วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

การศึกษาที่ไม่มีการเรียนรู้

โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ www.thainhf.org


เมื่อ ถึงเวลาปิดภาคเรียนกลางหรือปิดภาคเรียนฤดูร้อน นักเรียนที่เป็นลูกชนชั้นกลางจะต้องไปเรียนพิเศษทุกคน ยกเว้นนักเรียนจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่ ไม่ต้องไปเรียน แต่นอกจากนี้แล้วล้วนต้องเรียนพิเศษทั้งสิ้น ว่ากันว่าคณาจารย์ของสองโรงเรียนที่เอ่ยชื่อข้างต้นสอนเก่ง และสอนรู้เรื่องเท่าๆ กับสถาบันกวดวิชา

สื่อมวลชนไม่ควรสนใจเด็ก เรียนเก่งมากจนเกินไป ควรช่วยกันหันมาให้ความสนใจเด็กอีกร้อยละเก้าสิบเก้า รวมทั้งพ่อแม่ที่กำลังเป็นทุกข์จากการศึกษาของแผ่นดินมากกว่า

เด็ก ต่างจังหวัดมักไปสุมหัวกันที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งของจังหวัดที่มีสถาบันกวด วิชาเคมี ฟิสิกส์ ชีวะ สังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษไปรวมตัวกัน ที่กรุงเทพมหานครจะไปรวมตัวกันที่อาคารวรรณสรณ์ สี่แยกศรีอยุธยา

นี่ กล่าวเฉพาะบ้านที่สู้ค่าใช้จ่ายไหวหรือสู้ไม่ไหวก็ต้องไหวเพราะเป็นหนทาง เดียวที่ลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ค่าเล่าเรียนประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อ 2-5 คอร์ส ค่าหอพักเดือนละ 10,000-40,000 บาทต่อ 2 เดือน ไม่รวมค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าสันทนาการของเด็กๆ หากเป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อยู่แล้ว เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ โคราช ขอนแก่น ก็สามารถเรียนเสาร์อาทิตย์หรือตอนเย็นได้ด้วย แต่ถ้าเป็นจังหวัดระดับรองก็จะไม่มีที่เรียนแม้อยากเรียนจนกว่าจะถึงเวลาปิด เทอม

อาคารวรรณสรณ์เป็นแหล่งรวมนักเรียนวัยรุ่นที่คึกคัก ความสูงกว่ายี่สิบชั้นมีบันไดเลื่อน ลิฟต์ และแอร์คอนดิชั่นทั้งหลัง มีร้านอาหาร ไอศครีม ร้านหนังสือ และธนาคารพร้อม ตรงข้ามอาคารคือโรงเรียนภาษาอังกฤษครูสมศรี หากเดินไปทางเซ็นจูรี่ปาร์คจะมีสถาบันดาวองซ์และอีกบางสถาบัน ที่สยามสแควร์ก็ยังมีบางสถาบันตั้งอยู่ นักเรียนชนชั้นกลางของประเทศไทยใช้ชีวิตบริเวณนี้ ทั้งเรียน กินข้าว เดินเที่ยว ช็อปปิ้ง ดูหนัง กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ใครๆ ก็อยากไปใช้ชีวิตเรียนพิเศษแถวนี้สักครั้ง

ทั้งนี้ ยังไม่นับว่าคุณครูแต่ละสถาบันได้รับคำชื่นชมจากนักเรียนว่ามีจิตวิญญาณความ เป็นครู ตั้งใจสอน ตั้งใจตอบคำถาม มีเมตตา และบางท่านมีปรัชญาส่วนตัวว่าจะไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง

ทั้งหมด นี้เป็นส่วนประกอบหลักของการศึกษาของชาติ ที่ชนชั้นกลางตกลงกติกากันได้และอยู่ร่วมกันได้ ภาพเด็กๆ แห่ลงจากรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีพญาไทหรือข้ามถนนครั้งละเป็นร้อยๆ ภาพเด็กๆ เข้าแถวรอขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดูน่าชื่นใจ แต่ถ้าสังเกตใบหน้าของแต่ละคนจะพบว่าไม่สดชื่นตามกิริยาที่แสดงออก ส่วนใหญ่กังวล เป็นทุกข์ ไม่รู้อนาคต หากไปยืนดูใบหน้าของผู้ปกครองที่ขับรถมารอรับตอนค่ำจะพบว่าหม่นหมองยิ่งกว่า สาเหตุเพราะทั้งหมดมาเพื่อเอาชนะกัน แย่งที่นั่งในมหาวิทยาลัยตามคณะที่ตนเองคิดว่า "สงสัยจะชอบ" ทุกคนรอบตัวที่แท้แล้วเป็นคู่แข่ง

อันที่จริงความรู้สึกว่าคนรอบข้าง เป็นคู่แข่งนั้นระบาดไปถึงคนเป็นพ่อแม่ด้วย พ่อแม่หลายคู่ไม่บอกพ่อแม่ของเพื่อนเวลาพบครูดีๆ หรือหลักสูตรดีๆ หรือทุนการศึกษาดีๆ การลงทะเบียนเรียนที่ธนาคารกรุงไทยมีบรรยากาศของการแย่งชิงในหมู่พ่อแม่

ทั้งหมดนี้ก็ด้วยความรักลูกของตัว

อะไร ที่เราเห็นตามแหล่งรวมสถาบันกวดวิชาคือการศึกษาของชาติ น่าเสียดายที่ขาดแรงจูงใจที่เหมาะสม เยาวชนมาเรียนเพียงเพราะจะหาที่นั่งหาอนาคตที่น่าจะสดใส แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่มีระบบที่ช่วยให้นักเรียนรู้ว่าตนเองชอบอะไรอย่างแท้ จริง การศึกษาจึงว่างเปล่าทั้งเนื้อหาทั้งใบหน้าและอนาคต

เรื่องใหญ่ที่สุดคือเป็นการศึกษาที่ไม่มีการเรียนรู้

คณะ แพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นคณะแพทย์แห่งแรกที่เปิดรับตรงโดยจัดสอบใน เดือนกันยายนก่อนการปิดภาคเรียนตุลาคม นักเรียนมัธยมปีที่หกที่ต้องการเข้าแข่งขันคณะแพทย์นี้ต้องเรียนทุกอย่างให้ จบตั้งแต่ก่อนเดือนกันยายน จึงมีแต่เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนกวดวิชาที่พอจะลง สนามสอบสู้ได้ อย่างไรก็ตาม เด็กเหล่านี้ถูกเคี่ยวเข็ญหรือเคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนักเพื่อเรียนทั้งหมด ให้จบในเวลากระชั้น ทำให้ได้การศึกษาที่ไม่มีความสุขและไม่ได้การเรียนรู้

การ สอบตรงของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ทยอยจัดสอบกันตั้งแต่กลางปีทำให้เด็กมากกว่าครึ่งของระบบหมดสิทธิไปโดย ปริยาย ทั้งไม่มีเงินกวดวิชาให้จบก่อน ทั้งไม่มีค่ารถค่าที่พักเดินทางไปสอบตามที่ต่างๆ คุณครูตามโรงเรียนก็ไม่อยู่ในฐานะจะเร่งสอนหรือช่วยเหลืออะไรได้

การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือแบ่งชนชั้นที่ร้ายแรง กลายเป็นทุกข์ของแผ่นดิน

การส อบ GATPAT ติดๆ กัน ทำให้ใจนักเรียนมุ่งมาที่การสอบ GATPAT เท่านั้น ไม่สนใจครูที่โรงเรียนอีก ไม่สนใจกระบวนการเรียนการสอน ไม่สนใจที่จะเรียนรู้ ไม่เคารพด้วย

ครูตามโรงเรียนก็ถอดใจ เมื่อสอบเสร็จแต่ละครั้งนักเรียนสามารถเลี้ยงฉลองคลายเครียดกันได้สักหนึ่ง -สองวัน จากนั้นก็เริ่มคร่ำเคร่งกับการกวดวิชาและฝึกทำข้อสอบปรนัย เพื่อรับมือการสอบครั้งต่อไป สมองของเด็กๆ ถูกทำลายทุกวันและทำให้คับแคบเป็นระยะๆ ด้วยการสอบ ศักยภาพที่จะเรียนรู้และใฝ่รู้ถูกตัดตอนให้พิกลพิการจนกระทั่งมหาวิทยาลัย เองก็ไม่อยากรับ จึงเริ่มมีปรากฏการณ์สอบตรงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือทำสัญญาทวิภาคีกับโรงเรียนบางแห่งเพื่อรับนักเรียนเข้าเรียนบางคณะเป็น การเฉพาะ

ตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาให้สาหัสมากขึ้นไปอีก

เรื่องกระบวน การเรียนรู้ของเยาวชนถูกทำลายเป็นเรื่องใหญ่และร้ายแรงที่สุดของประเทศ ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มีเงิน จะสอบได้หรือสอบไม่ได้ เราได้คนที่ไม่ใฝ่รู้และไม่รักการเรียนรู้จำนวนมากมาย (ขออภัยนักเรียนส่วนน้อยด้วยนะครับ) เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยด้วยใบหน้าและสมองที่ว่างเปล่า เมื่อจบมาก็กลายเป็นบัณฑิตสมองว่างเปล่า (ขออภัยบัณฑิตส่วนน้อยด้วยนะครับ) เมื่อเริ่มทำงานก็จะเห็นอาการชัดทุกสาขาวิชา นั่นคือทำงานได้เท่าที่สอบมาแต่ขาดศักยภาพที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ พัฒนาตนเอง และพัฒนาสังคม ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน

การศึกษาของ ชาติไม่เป็นเพียงทุกข์ของแผ่นดิน แต่สร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างรุนแรงรุ่นแล้วรุ่นเล่า และทำลายสมองของนักเรียนคนแล้วคนเล่าด้วย



ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 7 - วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11555

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น