โดย สายพิน แก้วงามประเสริฐ
วิ วาทะสำคัญในวงการศึกษาขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องแนวคิดของรัฐบาลที่จะตั้ง สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยงานระดับชาติในการผลิต พัฒนาครู และช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครู ในการปฏิรูปการศึกษารอบสอง
ทำให้เกิดวิวา ทะระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ รัฐบาลฝ่ายหนึ่ง กับที่ประชุมอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏ สถาบันการศึกษาที่ผลิตครู รวมทั้งองค์กรครูอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของรัฐบาลและกระทรวง ศึกษาธิการที่จะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ
แนวคิดที่จะจัดตั้ง สถาบันนี้อาจเป็นผลมาจาก กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษารอบที่ 1 ไม่ประสบความสำเร็จ เด็กมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ โดยใช้คะแนนการทดสอบระดับชาติคะแนน GATT และ PATT เป็นตัวบ่งชี้ความล้มเหลวทางการศึกษา โดยพิจารณาและให้ความสำคัญกับตัวเลขของคะแนนมากกว่าองค์ประกอบอื่นๆ
เมื่อ สังคมให้ความสำคัญกับตัวเลขคะแนนสอบของเด็กเป็นสำคัญ ทำให้ผู้มีบทบาทด้านการศึกษาต้องเต้นเมื่อเห็นคะแนนสอบแต่ละวิชาของนักเรียน ค่อนข้างต่ำ หรือเฉลี่ยแล้วต่ำกว่า ร้อยละ 50 โดยมิได้พิจารณาข้อสอบ หรือไม่ได้พิจารณาด้วยซ้ำว่าเรียนอะไร แล้วไปสอบอะไรเหมือนที่นักวิชาการด้านการศึกษาวิพากษ์วิจารณ์ว่า "เรียนไม่ได้สอบ สอบไม่ได้เรียน" เป็นต้น
ดังนั้น เมื่อคะแนนของเด็กต่ำ แพะรับบาปทุกครั้งจะหนีใครไปได้นอกจาก "ครู" ทั้งที่ครูมีหน้าที่ปฏิบัติการสอน
คน วางแผนจริงๆ ที่ทำให้การศึกษา หลักสูตร ทิศทางการศึกษา เป็นไปในทิศทางใด เดี๋ยวเปลี่ยนเรื่องโน้นเรื่องนี้ นโยบายออกมาเป็นระยะล้วนแล้วแต่นั่งอยู่ในห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ
แต่ แทบไม่มีใครไปแตะต้องพาดพิงถึงว่าวางนโยบายกันอย่างไรการศึกษาจึงไม่สัมฤทธิ ผล สวยงามเหมือนอย่างที่คาดหวังไว้ ถ้าจะตำหนิก็สมควรตำหนิกันมาเป็นลำดับชั้น จนถึงครู จึงจะถือว่ายุติธรรม
การที่มีแนวคิดว่าการศึกษาล้มเหลวเพราะครูนี่แหละ จึงจำเป็นจะต้องตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ผลิตครู
แค่ เริ่มคิดก็จะใช้เงินถึง 2,000 ล้านบาทในการตั้งสถาบัน เงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งคงเป็นค่าอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งใช้เป็นเงินเดือนของบุคลากรที่จะทำงานในหน่วยงานใหม่ ดีไม่ดี 2,000 ล้านบาทในปีแรกอาจแทบไม่ได้ใช้เพื่อพัฒนาครูแต่อย่างใด
หากนำเงิน 2,000 ล้านบาท ไปใช้เพื่อพัฒนาการผลิตครู โดยผ่านสถาบันการศึกษาที่มีอยู่แล้วอย่างดาษดื่นทั่วประเทศหลายสิบแห่ง เงินเหล่านี้น่าจะส่งตรงไปยังกระบวนการผลิตครูได้มากกว่า
นอกจากนี้ การที่จะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพราะเห็นว่าสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีหน้าที่ผลิตครูออกมารับใช้สังคม ยังมีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน แล้วทำอย่างไร
ปล่อยให้ไม่มีคุณภาพต่อไป?
ทำไมไม่ชี้แนะ แนะนำเพื่อให้เกิดการพัฒนาในเมื่อมี สมศ.ทำหน้าที่ประเมินภายนอกอยู่แล้ว ก็ควรประเมิน แล้วชี้แนะว่าควรทำอย่างไรจึงจะสามารถผลิตครูให้มีคุณภาพดีได้
ไม่จำเป็นต้องไปตั้งหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณจำนวนมากในยามที่ประเทศยากจนเช่นนี้
ประการ ต่อมาคุณภาพการศึกษาไทย หรือคุณภาพของเด็กถูกนำมาเชื่อมโยงกับคุณภาพของครู ซึ่งถูกตีค่าว่าครูมีคุณภาพหมายถึงการได้คนเก่งๆ มาเป็นครู เพราะเชื่อว่าครูเก่งจะสามารถสอนให้เด็กเก่งได้
แล้วเคยมีสถาบันวิจัยแห่งใดเคยทำวิจัยแล้วหรือไม่ว่าสมมติฐานนี้เป็นจริงๆ
ถ้า เป็นจริงย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ยากที่จะพัฒนาคุณภาพหรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของเด็ก ด้วยการจ้างสถาบันกวดวิชาที่มีชื่อเสียงที่มีติวเตอร์เก่งๆ มาสอนเด็กที่ไม่เก่งให้เก่งทัดเทียมกับเด็กเก่งได้!! โดยไม่ต้องลงทุนตั้งสองพันล้านบาท แล้วยังไม่รู้ว่าเป้าหมายจะสำเร็จหรือไม่?
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เก่งอย่างเดียวยังไม่เพียงพอกับสังคมไทย คือต้องได้คนดีมาเป็นครูด้วย
บาง ทีเก่งกับดีอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันเสมอไป หรือเก่งแต่ในตำราเรียนอย่างเดียว แต่ไม่สามารถนำความรู้จากทฤษฎีมาปฏิบัติได้จริงเมื่อออกสู่โลกของการทำงาน แล้ว ก็ไม่น่าจะใช้เป้าหมายของการจัดการศึกษามิใช่?
ส่วนในด้านของ การพัฒนาครูที่มีอยู่แล้วกว่า 6 แสนคน การตั้งสถาบันขึ้นมาก็ไม่อาจหวังว่าครูเหล่านี้จะได้รับการพัฒนาในรูปแบบใด เพราะที่ผ่านมาองค์กรที่ทำหน้าที่พัฒนาครูคือใครไม่ชัดเจน
ที่เห็น เป็นรูปธรรมก็น่าจะเป็น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ที่จัดอบรมให้กับครูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ในหลักสูตรที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน
ส่วน วิชาอื่นๆ การอบรมสัมมนาอย่างเป็นรูปธรรมมีน้อยมาก บางรายการเรื่องที่อบรมน่าสนใจ จัดตามมหาวิทยาลัยบ้าง แต่รับได้ไม่มาก หรืออาจจะเสียค่าลงทะเบียนแพง ทำให้ครูจำนวนหนึ่งเสียโอกาสในการเข้ารับการอบรมและพัฒนา แล้วจะโทษใคร ไม่แคล้วโทษว่าครูไม่รู้จักพัฒนาตนเองอีก ทั้งๆ ที่ควรสำรวจข้อมูลการจัดอบรมสัมมนาเพื่อให้ครูได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปีหนึ่งมีสักกี่ครั้งทั่วถึงหรือไม่
ที่สำคัญน่าสนใจหรือเปล่า หรือแม้แต่คุรุสภาเองก็ต้องทบทวนบทบาทเหมือนกัน ปีหนึ่งๆ ทำอะไรที่เป็นการพัฒนาครู นอกจากทำหน้าที่ออกใบประกอบวิชาชีพครูพร้อมเก็บค่าใบประกอบวิชาชีพจากครู โดยไม่ได้พัฒนาครูและการพัฒนาครูก็ไม่ใช่การออกมาประเมินเพื่อการตัดสิน แต่ควรพัฒนาด้วยการให้ความรู้ แนะนำชี้แนะมากกว่าการจับผิด
การที่ ครูถูกมองว่าไม่มีคุณภาพเพราะสอนแล้วนักเรียนยังได้คะแนนต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะครูสมัยนี้ไม่ได้สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แม้ว่าจะมีโครงการคืนครูให้กับโรงเรียน โดยการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการให้กับโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศก็ตาม เป็นเพียงการลดภาระงานการโต้ตอบหนังสือราชการให้กับครูที่ต้องทำงานธุรการ ให้กับโรงเรียนเท่านั้น
แต่ครูยังมีภาระหน้าที่ที่จะต้องกรอกข้อมูลนั่นนี่ตามที่หน่วยงานเบื้องบนต้องการเก็บข้อมูล
ครู ต้องประชุมเตรียมวางแผนในกิจการต่างๆ ของโรงเรียน เตรียมเอกสารข้อมูลเพื่อการประเมินภายใน ประเมินภายนอก ไปอบรมเพื่อรับฟังนโยบาย เตรียมการประกวดโรงเรียน แข่งขันสารพัดจะแข่งขัน เข้าค่าย พานักเรียนไปทัศนศึกษาตามนโยบายฟรี 15 ปี และปฏิบัติตามนโยบายเร่งด่วนตามแต่จะสั่งลงมา
รวมทั้งการเป็นครูที่ ปรึกษาในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนในความรับผิดชอบจำนวนมาก ครูต้องทั้งกรอกข้อมูลเกี่ยวกับเด็กตามแต่ละหน่วยงานจะขอมา รวมทั้งการเยี่ยมบ้านนักเรียน โดยใช้เวลาหลังเลิกเรียนหรือวันหยุดบ้าง
ซึ่ง นโยบายเยี่ยมบ้านเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่แต่ละโรงเรียนต้องทำ ทำแล้วกระทรวงศึกษาธิการก็ชื่นชม เขตพื้นที่ก็ยินดี มีการถ่ายรูปออกสื่อต่างๆ ของบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวง
แต่หารู้ ไม่ว่าครูแต่ละคนต้องใช้เวลาตอนไหนไปเยี่ยมบ้าน ระยะทางไกลขนาดไหน อันตรายหรือไม่ โดยเฉพาะครูที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปในท้องถิ่นที่ไกลๆ เนื่องจากโรงเรียนมัธยมศึกษานักเรียนมาจากทุกสารทิศ ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจไม่ดี ปัญหายาเสพติดชุกชุม โชคดีที่ยังไม่มีข่าวว่าเกิดเหตุร้ายใดๆ กับครู
กิจกรรมเหล่านี้ล้วน เบียดบังเวลา สมาธิและสติปัญญาที่ควรจะเก็บไว้สำหรับการวางแผนการสอนดูแลแก้ไขพฤติกรรมของ เด็กๆ ให้อยู่ในร่องในรอยที่ควรจะเป็น
อีกทั้งเมื่อโรงเรียนมี กิจกรรมมากมายทั้งภายในและภายนอกที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับการเรียนการสอนในห้อง เรียนแล้ว การให้ความสำคัญของโรงเรียนจำนวนไม่น้อยจึงหันไปให้ความสำคัญกับกิจกรรม อื่นๆ ที่โดดเด่นมากกว่าการสอน
ดังนั้น เมื่อพิจารณาความดีความชอบ ครูที่ตั้งใจสอน แต่มีกิจกรรมอื่นๆ ไม่โดดเด่น ความดีความชอบย่อมไม่เข้าตากรรมการ จึงทำให้ครูส่วนหนึ่งหันเหไปให้ความสำคัญกับกิจกรรมอื่นๆ มากกว่าการสอน ทั้งที่หัวใจสำคัญของการเป็นครูคือการสอน
สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลต่อ คุณภาพของครู หรือส่งผลทำให้ครูดีๆ จำนวนไม่น้อยเกิดความท้อถอยและเหนื่อยหน่ายต่อระบบราชการที่ไม่เอื้อต่อการ พัฒนาทั้งคุณภาพชีวิตครูและเด็กจนต้องยอมแพ้เออร์ลี่ รีไทร์ไปเป็นจำนวนไม่น้อย
การพัฒนาคุณภาพของครูอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งสถาบันอะไรขึ้นมาสักอย่าง แล้วจะสามารถทำให้ครูมีคุณภาพได้
เพราะ สิ่งที่สำคัญคือ ทำอย่างไรครูดีๆ ที่มีอยู่ในจำนวนกว่า 6 แสนคนได้ทำหน้าที่สอนของตนเองให้เต็มความรู้ความสามารถด้วยความสบายใจ จึงต้องสร้างระบบให้คนดีได้รับการดูแลคุ้มครองอย่างยุติธรรม ให้คนดีได้เชื่อมั่นที่จะทำความดีแล้วได้ดี ไม่ใช่ระบบได้ดีเพราะมีพวก ซึ่งเป็นระบบที่บั่นทอนคุณภาพการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
หากไม่อาจทำลายระบบเล่นพรรคเล่นพวกได้ ถึงตั้งสถาบันที่วิเศษขึ้นมาอย่างไร ก็ไม่อาจทำให้การศึกษาของไทยมีคุณภาพได้
นอก จากนี้แนวคิดที่จะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ตั้งแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะปัญหานี้ไม่ใช่พึ่งจะเกิดขึ้น พูดกันมานานแต่ยังคงเป็นปัญหาอยู่
วิธี แก้ที่ง่ายและเฉพาะหน้าสุดคือ แบ่งเงินสองพันล้านบาทส่วนหนึ่งมาเป็นเงินเดือนครู แล้วเรียกบรรจุครูเพิ่มขึ้น เป็นทั้งการแก้ปัญหาขาดแคลนครู และแก้ปัญหาบัณฑิตตกงานที่มีอยู่เกลื่อนกลาด อีกทั้งยังก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นด้วยการลงทุนสร้างอาคารสถานที่สักเท่าไร
ประการ ต่อมาการจะตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการผลิตครู เป็นการรวมอำนาจ และให้ความสำคัญกับแนวคิดของคนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่คน จะดีกว่าการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา แล้วให้คิดกันอย่างหลากหลายได้อย่างไร
การที่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ กระจายอยู่ทั่วประเทศตามท้องถิ่นต่างๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏเหล่านี้ย่อมมีความแตกต่างตามแต่ละท้องถิ่น เข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง เมื่อผลิตบัณฑิตออกมาย่อมมีสิ่งโดดเด่นในการรับรู้เข้าใจในสภาพแวดล้อม ประเพณี วัฒนธรรม และสามารถนำภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาผสมผสานกันเป็นองค์ความรู้ นำไปใช้ในการอบรมสั่งสอนให้เด็กของตนมีความรักและความภูมิใจในท้องถิ่นของตน เอง อันเป็นการปลูกฝังให้เด็กเข้าใจในรากเหง้าความมีอัตลักษณ์ของตน ย่อมมีภูมิคุ้มกันในการที่จะอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี
ส่วน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ผลิตบัณฑิตด้านการศึกษา เช่นกัน แต่ละสถาบันเหล่านี้ย่อมมีอัตลักษณ์เป็นของตนเองที่สามารถหล่อหลอมกล่อมเกลา ครูดีๆ เก่งๆ ออกไปรับใช้สังคมรุ่นต่อรุ่น มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ประสบการณ์เหล่านี้ย่อมมีมากกว่าสถาบันที่จะตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าทำแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่
ดังนั้นทำไมรัฐจึง ไม่ส่งเสริมสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีมีคุณภาพยิ่งขึ้น ตรงไหนมีรอยรั่ว มีตำหนิที่ต้องแก้ไขต่อเติมเสริมแต่งให้ดีให้มีคุณภาพก็น่าจะทำ มีของดีอยู่แล้ว ไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์
มัวแต่ฝันลมๆ แล้งๆ กับสิ่งที่ยังมองไม่เห็น แล้วอีกกี่ปีการศึกษาไทยจะวิ่งตามประเทศเพื่อนบ้านที่การศึกษาล้ำหน้ากว่า ประเทศไทยได้ทันเสียที!!
ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 7 - วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11546

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น